ความอ้วน
อาหารต่างๆ ที่คนยุคปัจจุบันนิยมทานไม่ว่าจะเป็น จังก์ฟู้ด (Junk Food) ที่เต็มไปด้วยไขมัน ขนมทอดกรุบกรอบบรรจุถุง น้ำอัดลม น้ำหวานหลากชนิด อีกทั้งอาหารมัน ทอด ปิ้ง ย่าง ที่ขายตามร้านอาหารต่าง ๆ สิ่งที่กล่าวมาเหล่านี้เป็นปัจจัยทำให้เกิดโรคอ้วนทั้งสิ้น
โรคอ้วน เป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญปัญหาหนึ่งในปัจจุบัน และเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของโรคหัวใจและหลอดเลือด รวมทั้งโรคเรื้อรังอื่นๆ เช่น กลุ่มอาการเมตาบอลิก (กลุ่มอาการผิดปกติของระบบเผาผลาญอาหาร) เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง ข้อเสื่อม หยุดหายใจขณะหลับ เป็นต้น อันเป็นเหตุให้เกิดความพิการและเสียชีวิตได้ การลดความอ้วนจึงเป็นวิธีการที่ดีมากวิธีหนึ่งในการป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเรื้อรังต่างๆ
โรคอ้วน หมายถึง ภาวะไม่สมดุล มีการสะสมไขมันมากเกินหรือไปอยู่ที่ใดที่หนึ่งมากเกินไป โรคอ้วนแบ่งได้ 2 ชนิด ได้แก่
1. อ้วนแบบธรรมดา
2. อ้วนแบบทุติยภูมิ

การวินิจฉัยโรคอ้วน
- ดัชนีน้ำหนักโดยใช้ BMI = น้ำหนัก (kg) / ความสูง (m2) ค่าปกติ 25 ≥ 25 – 28 ถือว่าเกินพิกัด มากกว่า 28 ถือว่าเป็นโรคอ้วน
- น้ำหนักมากกว่าน้ำหนักปกติ 20 – 30%
- รอบเอวผู้หญิงมากกว่า 85 เซนติเมตร รอบเอวผู้ชายมากกว่า 80 เซนติเมตร ชั้นไขมันมากกว่า 2.5 เซนติเมตร
อาการอ้วนแบบธรรมดาพบได้ร้อยละ 90 ของคนไข้โรคอ้วน สาเหตุเกิดจากรูปแบบการใช้ชีวิต เช่น การบริโภคมากขึ้น ไม่ออกกำลังกาย ชอบนั่ง นอนอยู่เฉยๆไม่เคลื่อนไหว มักพบร่วมกับโรคเรื้อรังหรือนำไปสู่โรคเรื้อรังอื่น เช่น เบาหวาน ความดัน โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด ไม่ปรากฏว่ามีความผิดปกติของต่อมไร้ท่อหรือขั้นตอนของขบวนการเคมี เช่น การขับเกลือโซเดียมที่ตกค้างผิดปกติ เกิดน้ำตกค้างในร่างกายทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหรือการใช้ยาฮอร์โมน หรือผลจากหลังอุบัติเหตุทางสมอง ผลจากกรรมพันธุ์เหล่านี้จัดเป็นการอ้วนแบบทุติยภูมิ
สาเหตุของโรคอ้วน
- ความเครียด ซึ่งในทางแผนจีนจะมองว่าความเครียดทำให้ระบบการไหลเวียนของตับอุดตัน ทำให้ไม่สามารถหลั่งน้ำย่อยจากถุงน้ำดีออกมาย่อยไขมันได้ ซึ่งเมื่อไม่สามารถย่อยไขมันได้เป็นผลให้ไขมันถูกเก็บไว้ตามส่วนต่างๆของร่างกาย
- นอนดึก การนอนดึกทำให้ระบบการเผาผลาญไม่ดี ระบบไหลเวียนเลือดไม่ดี
- การรับประทานอาหารฟาสต์ฟู้ด(Fast Food) ด้วยภาวะที่เร่งรีบจึงทำให้การทานอาหารเป็นเรื่องที่เร่งด่วน ทำให้ผู้คนจำเป็นต้องทานอาหารที่สะดวกต่อการทาน ซึ่งอาหารฟาสต์ฟู้ดสามารถตอบโจทย์เหล่านี้ได้ดี ซึ่งอาหารฟาสต์ฟู้ดส่วนใหญ่จะเป็นอาหารทอดและแคลอรี่สูง ทำให้ผู้ที่บริโภคอาหารเหล่านี้เกิดภาวะไขมันเกินและแคลอรี่เกิน
- การกินจุบกินจิบ จะทำให้ระบบการทำงานการเผาผลาญเสียสมดุล
- ไม่ออกกำลังกาย การออกกำลังกายจะทำให้เลือดไหลเวียนดีขึ้น ขจัดสารพิษในร่างกายออกมา และยังช่วยในเรื่องระบบการเผาผลาญให้ดีขึ้น การไม่ออกกำลังกายจะให้ผลตรงข้ามกันกล่าวคือ ทำให้ระบบไหลเวียนเลือดแย่ลง ซึ่งการไหลเวียนเลือดและระบบการเผาผลาญไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
- การทานของเย็น เมืองไทยเป็นเมืองร้อน การที่อยู่ในช่วงอากาศร้อนๆหากได้น้ำเย็นๆสักแก้วคงจะชื่นใจไม่น้อย แต่การทานของเย็นนั้นจะส่งผลทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานบกพร่องจนอาจกระทบถึงระบบม้าม และในเมื่อกระเพาะอาหารพร่องจึงไม่มีแรงขับดันของเสียลงสู่ลำไส้ ก่อเกิดของเสียตกค้างเป็นผลทำให้อ้วน

โรคอ้วนในทรรศนะของแพทย์แผนจีน
โรคอ้วนเป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่ง เกิดจากการมีปริมาณไขมันในร่างกายสะสมมากกว่าปกติ ซึ่งไขมันที่มากกว่าปกตินี้จะไปสะสมตามจุดต่างๆของร่างกายจนมีผลกระทบต่อสุขภาพ นอกจากนี้การกระจายตัวของไขมันที่สะสมในส่วนต่างๆของร่างกายยังเป็นปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพที่ไม่ดีแตกต่างกัน
กลไกการเกิดของโรคอ้วน
เกิดจากความอ่อนแอของกระเพาะอาหารและม้าม หยางชี่พร่องมาก เสมหะความชื้นมากทำให้การลำเลียงของม้ามไม่มีกำลัง ทำให้สารอาหารต่างๆไม่ถูกลำเลียงส่งกระจายไปทั่วร่างกายอย่างเหมาะสม เป็นผลให้สารอาหารเหล่านั้นแปรสภาพเป็นไขมัน น้ำและความชื้นตกค้างติดขัดอยู่ภายในร่างกาย และไตหยางพร่องมากทำให้ไม่มีแรงพอที่จะขับเคลื่อนการไหลเวียนของเลือด สารน้ำไม่ถูกผลักดันให้ขึ้นสู่ด้านบน ทำให้การไหลเวียนของเลือดช้า ความชื้นหยุดนิ่ง ทำให้เป็นโรคอ้วน
การวินิจฉัยแยกกลุ่มโรค
แพทย์แผนจีนจะมองว่าโรคอ้วนมีความสัมพันธ์กับม้าม ไต กระเพาะอาหาร ลำไส้ใหญ่ ถุงน้ำดี ส่วนใหญ่จะแบ่งการวินิจฉัยได้ดังนี้
กลุ่มอาการเสมหะชื้นปิดกั้นสะสมภายในร่างกาย
- ลักษณะอาการ : มีลักษณะหน้า คอ ตัวอ้วน หัวหนักๆ แน่นหน้าอก แน่นบริเวณกระเพาะอาหาร ใจสั่น หายใจสั้น ชอบนอน น้ำลายเหนียว อุจจาระเหนียวหรือเหลว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นอ้วน ซีด มีรอยฟัน ฝ้าเหนียว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลื่นหรือเนินช้าไม่มีแรง
กลุ่มอาการกระเพาะอาหารลำไส้ใหญ่ร้อน
- ลักษณะอาการ : มีลักษณะอ้วนทั้งช่วงบนช่วงล่างของตัว กินเก่ง ปากแห้งชอบดื่มน้ำเย็น ไม่ชอบร้อน เหงื่อออกมาก หงุดหงิด ขี้โมโห ท้องผูก ปัสสาวะสีเหลือง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองเหนียว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลื่นเร็ว
กลุ่มอาการชี่ตับติดขัด
- ลักษณะอาการ : มีอาการแน่นหน้าอกและชายโครง แน่นบริเวณเต้านมหรือบริเวณท้องช่วงบนหรือปอด ไม่มีตำแหน่งแน่นอนเคลื่อนไปมาเปลี่ยนที่ได้ สัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงของอารมณ์ ชอบถอนหายใจหรือเรอ หรือผายลมจะสบายขึ้น
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นฝ้าขาวบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึง
กลุ่มอาการม้ามและไตหยางพร่อง
- ลักษณะอาการ : มีอาการปัสสาวะบ่อย ปัสสาวะครั้งละมากๆ ไม่ค่อยมีแรง ปวดเอว เมื่อยขา หน้าบวม ขาบวม ท้องอืด เบื่ออาหาร อุจจาระเหลว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด ฝ้าขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรจมเล็กไม่มีแรง

การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน
ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100%
ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- กลุ่มอาการเสมหะชื้นปิดกั้นสะสมภายในร่างกาย ให้ยาที่มีสรรพคุณสลายเสมหะ ขจัดความชื้น ปรับการไหลเวียนของชี่ สลายไขมัน ลดอ้วน
- กลุ่มอาการกระเพาะอาหารลำไส้ใหญ่ร้อน ให้ยาที่มีสรรพคุณขจัดและระบายความร้อนของกระเพาะอาหาร และลำไส้ใหญ่ ช่วยการย่อยอาหาร สลายไขมัน ลดอ้วน
การฝังเข็มปรับสมดุลร่างกาย
ตามเส้นลมปราณและรักษาอาการที่เป็น ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- กลุ่มอาการชี่ตับติดขัด ทำการฝังเข็มตามจุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณปรับการไหลเวียนของชี่ ขจัดชี่ติดขัด สลายไขมัน ลดอ้วน
- กลุ่มอาการม้ามและไตหยางพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณบำรุงม้ามและอุ่นบำรุงหยางของไต สลายไขมัน ลดอ้วน
นวดกดจุดลดอ้วน
- จุดเทียนซู (天枢穴) อยู่ห่างจากสะดือมาทางด้านข้าง 2 ชุ่น ให้นวดกดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ทั้ง2ข้าง ประมาณ 2-3 นาที ช่วยเรื่องท้องอืด ท้องร้องโครกคราก ปวดรอบสะดือ ท้องเดิน บิด ท้องผูก ระดูผิดปกติ ก้อนในท้อง
- จุดเฟิงหลง (丰隆穴) ใต้จุดตู๋ปี๋ 8 ชุ่น จุดนี้อยู่ตรงกลางขาด้านนอก ห่างจากหน้าแข้ง 1 ชุ่น ให้นวดกดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ทั้ง2ข้าง ประมาณ 2-3 นาที จุดนี้ช่วยการขับเสมหะ และของเสีย
- จุดจงหว่าน (中脘穴) อยู่ที่กึ่งกลางท้องเหนือสะดือ 4 ชุ่น ใช้นิ้วมือกดที่จุดจงหว่าน หมุนวนช้าๆ 2-3 นาที ช่วยปรับสมดุลชี่ส่วนกลางร่างกาย รักษาอาการปวดกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ อาเจียน เรอเปรี้ยว ท้องอืด ท้องเดิน ดีซ่าน สะอึก เรอบ่อย กรดไหลย้อน ลำไส้อักเสบ อาหารไม่ย่อย เบื่ออาหาร นอนไม่หลับ ซึมเศร้า หวาดระแวง หอบหืด เสมหะมาก อาเจียนเป็นเลือด
- จุดอินหลิงเฉวียน (阴陵泉穴) อยู่แอ่งใต้หัวกระดูกหน้าแข้งบริเวณด้านในของขาท่อนล่าง ใช้นิ้วมือคลึงนวดบริเวณนี้ ครั้งละ3 - 5 นาที ถ้าสภาพร่างกายมีความชื้นเมื่อกดจุดนี้จะเจ็บมาก ถ้ากดแล้วอาการปวดลดน้อยลงแสดงว่าอาการม้ามชื้นลดลงแล้ว
- จุดจู๋ซานหลี่ (足三里) จุดจู๋ซานหลี่อยู่ใต้จุดตู๋ปี๋ 3 ชุ่นหรือใช้ 4 นิ้ว ( ชี้ กลาง นาง ก้อย ) ทาบลงไป และห่างจากกระดูกหน้าแข้งด้านนอก 1 นิ้วมือ กดนวดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ประมาณ 2-3 นาที หรือกดค้างไว้ หรือกดปล่อยๆ 2-3 นาที เพื่อบำรุงสุขภาพ บำรุงม้ามกระเพาะ เสริมภูมิคุ้มกัน ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด
การฝังเข็มหู
- เป็นการฝังเข็มหรือเมล็ดผักกาดแปะลงบริเวณหู ตามจุดที่สัมพันธ์กับอวัยวะภายในที่เกี่ยวกับการเผาผลาญอาหาร ช่วยการย่อย ช่วยบำรุงม้าม กระเพาะอาหาร และจุดอื่นๆที่ช่วยเกี่ยวกับการลดความอ้วน
เดินแก้วไฟหน้าท้อง
- ลดความอ้วน ลดความอยากอาหาร ช่วยกระชับสัดส่วนบริเวณหน้าท้อง ช่วยเผาผลาญไขมัน ปรับสมดุลระบบการย่อยอาหาร ลดอาการท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย ขับลม
- ปรับสมดุลฮอร์โมน ปรับประจำเดือน ช่วยอาการปวดประจำเดือน และทำให้ประจำเดือนมาปกติ
- ลดอาการบวมน้ำ และยังช่วยให้ระบบขับถ่ายดีขึ้น
อาหารช่วยลดความอ้วน
- ข้าวผสมธัญพืช มีเส้นใยอาหารที่ย่อยง่าย ช่วยดูดซึมน้ำและไขมัน ทำให้ขับถ่ายคล่อง จึงทำให้น้ำหนักลดได้ง่าย ช่วยลดอาการบวมน้ำ
- ถั่วงอก ให้พลังงานต่ำ แต่มีเส้นใยอาหารมาก ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของกระเพาะอาหารและลำไส้ กระตุ้นการขับถ่ายช่วยทำให้ขับถ่ายคล่อง ช่วยขับปัสสาวะ ลดอาการบวมน้ำ
- ฟัก อุดมไปด้วยวิตามินซี ให้พลังงานและโซเดียมต่ำ แต่ให้โพแทสเซียมสูง ช่วยลดอาการบวมน้ำ กระตุ้นการขับถ่าย
- แตงกวา มีกรดทาร์โทรนิก (tartronic acid) ช่วยควบคุมการเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรตเป็นไขมัน ช่วยลดการสะสมของไขมันในร่างกาย กระตุ้นการขับถ่าย และลดอาการบวมน้ำ
- มะละกอ มีเอนไซม์ย่อยสลายไขมันที่ทำหน้าที่ย่อยสลายไขมันที่สะสมตามหลอดเลือดในร่างกาย และช่วยเผาผลาญไขมัน ช่วยการขับถ่าย
- ถั่วแดง จัดเป็นอาหารที่มีไขมันต่ำและมีเส้นใยอาหารสูง ช่วยลดอาการบวมน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ และกระตุ้นการขับถ่าย
- สาหร่าย อุดมไปด้วยโพแทสเซียม ช่วยลดอาการบวมน้ำบริเวณเท้า กระตุ้นการขับถ่าย
- ชา มีสารคาเฟอีน ช่วยในการย่อยสลายและลดการสะสมของไขมัน ลดอาการบวมน้ำ ช่วยขับปัสสาวะ


กดจุดลดความอ้วน
- จุดเทียนซู (天枢)
- ตำแหน่ง: ห่างจากสะดือมาทางด้านข้าง 2 ชุ่น (ใช้นิ้วชี้-กลาง-นาง ทาบลงไป) จากสะดือทั้ง 2 ข้าง
- จุดจู๋ซานหลี่ (足三里)
- ตำแหน่ง: อยู่ใต้จุดตู๋ปี๋(犊鼻) 3 ชุ่น หรือใช้ 4 นิ้ว (ใช้นิ้วชี้-กลาง-นาง-ก้อย ทาบลงไป) และห่างจากกระดูกหน้าแข้งด้านนอก 1 นิ้วมือ
- จุดซานอินเจียว (三阴交)
- ตำแหน่ง: เหนือตาตุ่มด้านในขึ้นมา 3 ชุ่น (ใช้นิ้วชี้-กลาง-นาง-ก้อย ทาบลงไป) จุดจะอยู่หลังขอบกระดูกหน้าแข้ง
- จุดอินหลิงเฉวียน (阴陵泉)
- ตำแหน่ง: อยู่บริเวณแอ่งใต้หัวกระดูกหน้าแข้ง ด้านในของขาท่อนล่าง
- วิธีการนวด: กดคลึงเบาๆ ให้รู้สึก "ปวดๆ ตึงๆ หน่วงๆ" นวดจุดละ 2-3 นาที เป็นประจำทุกวัน
คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- ลดปริมาณแป้ง และของหวาน เน้นทานผักผลไม้
- ควรทานข้าวเย็นก่อน 18.00 น. ควรเคี้ยวอาหารให้นานขึ้น และไม่ทานเร็วจนเกินไป
- ออกกำลังกายอย่างน้อยวันละ 30 นาที - 1 ชั่วโมง
- ลดการทานอาหารประเภท มัน ทอด ปิ้ง ย่าง และอาหารที่ทำให้อ้วนง่าย
- ควรนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ไม่ควรนอนเกิน 22.00 น.
- ดื่มน้ำให้ได้วันละ 3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆทั้งวัน
อย่างไรก็ตามการลดน้ำหนักจะได้ผล มิใช่เรื่องยากแต่อย่างไร เพียงเข้าใจหลักโภชนาการ ทานอาหารครบ 5 หมู่ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และมีวินัยในการลดความอ้วน เพียงแค่นี้การลดความอ้วนก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลเกินจริง