วัณโรคปอด

วัณโรคปอด (肺痨, Tuberculosis)
วัณโรค (Tuberculosis: TB) คือโรคติดต่อชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Mycobacterium โดยเชื้อจะแพร่กระจายผ่านละอองฝอยที่ลอยฟุ้งอยู่ในอากาศ ซึ่งละอองดังกล่าวเกิดจากผู้ป่วยวัณโรคไอหรือจาม หากร่างกายได้รับเชื้อวัณโรคเชื้อจะเข้าไปเกาะตามอวัยวะส่วนต่างๆ โดยเฉพาะในปอดจะสามารถพบเชื้อวัณโรคได้บ่อยที่สุดเนื่องจากผู้ป่วยมักได้รับเชื้อผ่านการสูดลมหายใจเอาเชื้อเข้าสู่ปอดโดยตรง
วัณโรคที่เกิดขึ้นจึงสามารถแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- วัณโรคปอด หรือ Pulmonary TB คือ วัณโรคที่มีการติดเชื้อ Mycobacterium Tuberculosis ที่ปอด
- วัณโรคนอกปอด หรือ Extrapulmonary TB คือ วัณโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะส่วนอื่นๆ เช่น วัณโรคหลังโพรงจมูก วัณโรคผิวหนัง วัณโรคลำไส้ วัณโรคในช่องท้อง วัณโรคอัณฑะ วัณโรคไต วัณโรคกระดูก และวัณโรคเยื่อหุ้มหัวใจ
สาเหตุของวัณโรคปอด
วัณโรคเกิดจากการรับเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Mycobacterium Tuberculosis ผ่านการสูดดมเอาละอองฝอยที่กระจายอยู่ในอากาศเข้าไป โดยเชื้อที่อยู่ในอากาศเหล่านี้มาจากผู้ป่วยวัณโรคไอ จาม พูด หัวเราะ รวมถึงร้องเพลง ทำให้เชื้อที่ปะปนอยู่ในสารคัดหลั่ง เช่น น้ำลาย น้ำมูก กระจายออกมา เมื่อมีผู้สูดหายใจเอาละอองฝอยเหล่านี้เข้าไป เชื้อแบคทีเรียก็จะเข้าไปติดในปอดและแบ่งตัวเพิ่มจำนวนขึ้นจนกลายเป็นวัณโรคปอด หากร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรงสามารถต้านเชื้อได้ก็จะไม่แสดงอาการและไม่แพร่เชื้อให้กับผู้อื่น ซึ่งจะเรียกผู้ได้รับเชื้อระยะนี้ว่า “ผู้ติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB infections)” แต่ถ้าหากมีภูมิคุ้มกันต่ำจนไม่สามารถควบคุมเชื้อแบคทีเรียได้รวมถึงไม่ได้รับการรักษา จะทำให้เชื้อแบคทีเรียลุกลามไปตามหลอดน้ำเหลืองและกระจายไปสู่อวัยวะต่างๆ ทำให้เกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น จะเรียกผู้ป่วยระยะนี้ว่า “ผู้ป่วยวัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB)”

ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรค
ปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดวัณโรคแบบแสดงอาการสามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้
- ปัจจัยเสี่ยงของกลุ่มคนที่อาจติดเชื้อวัณโรคได้ง่าย เช่น
- ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรค
- ผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของเชื้อวัณโรคสูง
- เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี และมีผลตรวจเชื้อเป็นบวก (ติดเชื้อ)
- ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อ เช่น กลุ่มคนเร่ร่อน ผู้เสพยาเสพติดและใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ผู้ติดเชื้อ HIV
- ผู้ที่ทำงานใกล้ชิดกับกลุ่มเสี่ยง โดยเฉพาะสถานพยาบาล หรืออาศัยร่วมกับผู้ติดเชื้อ
- กลุ่มคนที่มีระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เช่น
- ผู้ติดเชื้อไวรัส HIV ต้นเหตุของโรคเอดส์
- ผู้ติดสารเสพติด
- ผู้ป่วยโรคซิลิโคซิส (Silicosis)
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคไต
- ผู้ที่เข้ารับการปลูกถ่ายอวัยวะ
- ผู้ที่มีน้ำหนักตัวต่ำกว่าเกณฑ์
- ผู้ป่วยโรคมะเร็งบริเวณศีรษะและลำคอ
- ผู้ที่กำลังรับประทานยาบางตัว เช่น ยาคอร์ติโคสเตียรอยด์
อาการของวัณโรค
วัณโรคเกิดได้กับผู้ป่วยทุกเพศทุกวัย หากเป็นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงสัมผัสเชื้อ และเมื่อภูมิคุ้มกันในร่างกายไม่สามารถต้านทานเชื้อได้ อาการของวัณโรคก็จะแสดงออกมา แบ่งอาการเป็น 2 ช่วง คือ
- อาการติดเชื้อวัณโรคระยะแฝง (Latent TB) เป็นช่วงที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อและเชื้อแฝงอยู่ในร่างกายแต่ไม่แสดงอาการ หากผู้ที่มีร่างกายแข็งแรงเชื้อสามารถแฝงอยู่ได้นานเป็นปี ระยะนี้จะไม่สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ และผู้ติดเชื้อระยะแฝงประมาณ 5-10% เท่านั้นที่จะพัฒนาไปเป็นระยะแสดงอาการ
- อาการติดเชื้อวัณโรคระยะแสดงอาการ (Active TB) เป็นระยะที่แสดงอาการออกมาให้เห็น ซึ่งผู้ป่วยจะมีอาการดังนี้
- ไอติดต่อกันนาน 2 สัปดาห์ขึ้นไป
- ไอเป็นเลือดหรือมูกเลือด
- หายใจหรือไอแล้วเจ็บหน้าอก
- น้ำหนักลด
- เบื่ออาหาร
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
- มีไข้
- เหงื่อออกตอนกลางคืน
นอกจากนี้ยังสามารถเกิดการติดเชื้อวัณโรคในอวัยวะอื่นๆของร่างกายที่ไม่ใช่ปอดได้อีกด้วย ทำให้อาการที่แสดงออกมาแตกต่างไปจากนี้ ซึ่งอาการที่แสดงออกมาจะสัมพันธ์กับอวัยวะนั้นๆ เช่น วัณโรคไขสันหลังจะมีอาการปวดหลัง วัณโรคไตอาจทำให้ปัสสาวะมีเลือดปน
วัณโรคในผู้ใหญ่
อาการวัณโรคในผู้ใหญ่ จะมีอาการไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ เจ็บหน้าอก ไอมีเลือดหรือมีเสมหะปน น้ำหนักลด มีไข้ เหงื่อออกเยอะในตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย และเบื่ออาหาร
วัณโรคในเด็ก
อาการวัณโรคในเด็ก จะมีไข้ติดต่อกันมากกว่า 7 วัน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด เจ็บหน้าอก โลหิตจาง ไอเรื้อรังมากกว่า 2 สัปดาห์ ไม่ร่าเริง เหนื่อยง่าย ต่อมน้ำเหลืองโตจนอุดตันหลอดลมและอาจมีน้ำในปอดข้างเดียว

ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรค
ภาวะแทรกซ้อนจากวัณโรคปอดและวัณโรคส่วนอื่นที่สำคัญ ส่งผลให้มีอาการเจ็บป่วยรุนแรงยิ่งขึ้น มักพบในผู้ป่วยวัณโรคที่ได้รับการรักษาล่าช้าหรือรักษาไม่ต่อเนื่อง ภาวะแทรกซ้อนที่พบได้บ่อย ได้แก่
- ปอดได้รับความเสียหาย เช่น ฝีในปอด มีน้ำในช่องหุ้มปอด
- สำหรับการติดเชื้อวัณโรคในข้อทำให้เกิดข้อต่อกระดูกอักเสบ โดยเฉพาะบริเวณเข่าและสะโพก
- ตับและไตมีปัญหา ส่งผลต่อการขับของเสียจากเลือดออกจากร่างกาย
- เนื้อเยื่อรอบหัวใจเกิดการอักเสบ ทำให้มีของเหลวในถุงเยื่อหุ้มหัวใจและส่งผลให้เกิดภาวะบีบรัดหัวใจได้
- เยื่อหุ้มสมองอักเสบ ภาวะดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยมีอาการปวดศีรษะและอาจส่งผลต่อสุขภาพจิตได้
อาการที่บ่งบอกว่าถึงเวลาต้องไปพบแพทย์
มีอาการไอติดต่อกันมากกว่า 3 สัปดาห์ มีไข้ น้ำหนักลด เหงื่อออกตอนกลางคืน ถือเป็นสัญญาณสำคัญที่บ่งบอกได้ว่าผู้ป่วยอาจจะเป็นวัณโรคปอด ควรไปพบแพทย์ตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนที่อาการจะทรุดลง แต่อย่างไรก็ตามยังมีอาการอื่นๆ ที่แสดงว่าร่างกายกำลังติดเชื้อวัณโรค ได้แก่
- เจ็บหน้าอก
- ไอเป็นเลือด หรือมีเสมหะลงลึกถึงปอด
- เหนื่อยง่าย อ่อนเพลีย
- มีอาการบวมที่คอ ใต้แขน หรือขาหนีบ

วัณโรคปอดในทรรศนะแพทย์แผนจีน
วัณโรคปอด (肺痨) ในทรรศนะทางการแพทย์แผนจีน เป็นกลุ่มอาการที่มีการติดต่อระบาดได้ เป็นโรคเรื้อรังที่มีการเผาผลาญผู้ป่วยไปเรื่อยๆ อาการทางคลินิกของวัณโรคปอดมี 4 อาการใหญ่ๆ คือ ไอ(咳嗽) ไอมีเลือด(咯血) ไข้เป็นเวลา(潮热) และมีเหงื่อขณะนอนหลับ(盗汗) จากการที่ร่างกายมีการเผาผลาญผู้ป่วยไปเรื่อยๆ ร่างกายจะค่อยๆอ่อนแอไปเรื่อยๆ ตอนท้ายจึงผอมแห้ง
กลไกการเกิดโรค
- พื้นฐานของร่างกายมีเจิ้งชี่อ่อนแอ (ลมปราณต้านทานโรค , 正气) คือ สมรรถภาพในการต้านทานโรคจากภายในร่างกาย ได้แก่ สารจำเป็นในร่างกายเป็นอิน ลมปราณเป็นหยาง)
- มีเชื้อวัณโรคแพร่ระบาด
การจำแนกกลุ่มการรักษาทางการแพทย์แผนจีน
- อินของปอดพร่อง (肺阴亏损证)
- อาการทางคลินิก : มีอาการไอแห้ง หรือไอมีเสมหะน้อยและเหนียว บางครั้งเสมหะมีเลือดฝอยปนออกมา มีอาการร้อนทั้ง5(ฝ่ามือ ฝ่าเท้าและหน้าอกร้อน) มีอาการเหงื่อออกขณะนอนหลับ
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าน้อย
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรละเอียดเร็ว
- หลักการรักษา : บำรุงอินและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ปอด
- อินของปอดพร่องมีไฟลุกโชน (虚火灼肺证)
- อาการทางคลินิก : มีอาการไอ หายใจหอบ ไอถี่ขึ้น เสียงของอาการไอชัดเจนขึ้น เสมหะน้อยมาก ถ้ามีสีจะเป็นสีเหลือง ไอเป็นเสมหะปนเลือดสด ร้อนเป็นเวลา บางรายมีความร้อนแผ่ซ่านมาจากในกระดูก เหมือนเอากระดูกไปเผาไฟ มีอาการร้อนทั้งห้า(ฝ่ามือ ฝ่าเท้าและหน้าอกร้อน) โหนกแก้มแดง มีเหงื่อออกขณะนอนหลับมาก รู้สึกปากแห้ง กระหายน้ำมากขึ้น จิตใจกระสับกระส่าย
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแห้งและแดง ฝ้าเหลืองบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรละเอียดเร็ว
- หลักการรักษา : เสริมอินเพื่อลดไฟของปอดที่ลุกโชน
- ชี่และอินพร่อง (气阴耗伤证)
- อาการทางคลินิก : ลักษณะอาการไอ คือ ไอ หายใจสั้น ไอเป็นเลือดบางครั้ง สีแดงอ่อน อาการร้อนเป็นเวลาแต่ไม่รุนแรง อาการเหงื่อออกมีทั้งเหงื่อออกง่ายและเหงื่อออกขณะนอนหลับ บางครั้งมีอาการกลัวลม กลัวหนาว อ่อนแอไม่มีแรง ถ่ายเหลว สีหน้าซีดขาว โหนกแก้มแดง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นเงาเหมือนกระจก ด้านข้างลิ้นมีรอยฟัน ฝ้าบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรละเอียดอ่อนแอและเร็ว
- หลักการรักษา : บำรุงชี่ บำรุงอิน
- อินและหยางพร่อง (阴阳虚损证)
- อาการทางคลินิก : ไอ เสมหะมีปนเลือด เลือดสีค่อนข้างซีด อาจมีอาการร้อนเป็นเวลา เหงื่อออกขณะนอนหลับ โดยเฉพาะมีหยางพร่อง มีกลัวหนาวตัวเย็น บวมน้ำ หรือถ่ายเหลว ใจหวิว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงซีดไม่ชุ่มชื้น
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลอยใหญ่ไม่มีแรง
- หลักการรักษา : บำรุงอินและบำรุงหยาง

การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน
สยามแพทย์แผนจีนคลินิกทำการรักษาอาการวัณโรคปอด ตามแต่ละกลุ่มอาการของโรคโดยวิธีดังนี้
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- วัณโรคปอดจากสาเหตุอินของปอดพร่อง ให้ยาที่มีสรรพคุณบำรุงอินและเพิ่มความชุ่มชื้นแก่ปอด บำรุงปอด รักษาวัณโรค
- วัณโรคปอดจากสาเหตุอินของปอดพร่องมีไฟลุกโชน ให้ยาที่มีสรรพคุณเสริมอินเพื่อลดไฟของปอดที่ลุกโชน บำรุงปอด รักษาวัณโรค
- การฝังเข็มการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกาย ตามเส้นลมปราณและรักษาอาการที่เป็น ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- วัณโรคปอดจากการที่ชี่และอินพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ บำรุงชี่ บำรุงอิน บำรุงปอด รักษาวัณโรค
- วัณโรคปอดจากการที่อินและหยางพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ บำรุงอินและบำรุงหยาง บำรุงปอด รักษาวัณโรค

คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่ติดเชื้อวัณโรค
- ก่อนไอ จาม หัวเราะ ควรปิดปากและจมูกตลอดเวลา หรือใส่หน้ากากอนามัย
- กระดาษทิชชู่ที่ใช้แล้วให้เก็บใส่ถุงพลาสติกปิดให้สนิท เขียนว่าขยะติดเชื้อก่อนนำไปทิ้ง
- ผู้ป่วยวัณโรคควรนอนหลับพักผ่อนให้มากที่สุดเท่าที่ร่างกายต้องการ และควรนอนก่อน 22.00 น.
- เปิดหน้าต่างห้องนอนหรือห้องต่างๆ เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก
- รับประทานยารักษาวัณโรคให้ครบทุกวันและต่อเนื่องเป็นเวลา 6 – 9 เดือน
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกายควรทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ เช่น ธัญพืช ถั่ว ผัก ผลไม้ ไข่ ข้าวเจ้า และมันฝรั่ง
- อย่าฝืนร่างกายจนเกินไป แม้ว่าอาการจะดีขึ้นก็ตาม
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงที่กำลังเข้ารับการรักษาวัณโรค
- เลี่ยงการดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน
- ไม่ควรสูบบุหรี่ในช่วงที่มีอาการวัณโรคโดยเด็ดขาด
- ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2-3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆ ทั้งวัน
การดูแลตนเองสำหรับผู้ที่ยังไม่ติดเชื้อวัณโรค
- หลีกเลี่ยงการเข้าไปคลุกคลีกับผู้ป่วยวัณโรค หรือสถานที่แออัดและอากาศถ่ายเทไม่สะดวก
- รักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอควรออกกำลังกาย และทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล เช่น การสวมหน้ากากอนามัย การปิดปากในขณะไอและจาม
- สำหรับเด็กควรเข้ารับการฉีดวัคซีน BCG (Bacille Calmette-Guerin) เพื่อสร้างภูมิคุ้นกันไม่ให้เกิดวัณโรค
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง ควรนอนก่อน 22.00 น.
- ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2-3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆ ทั้งวัน