การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์แผนจีน

การตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์แผนจีนมี 4 วิธี
- การมอง,การดู (望诊) คือ การใช้ตามองดูความมีชีวิตชีวา สี รูปร่าง ท่าทาง ดูลิ้น ดูสารคัดหลั่ง ดูสิ่งที่ขับถ่ายทั้งอุจจาระและปัสสาวะ
- การฟัง-การดม (闻诊) คือ ใช้หูฟังเสียงต่างๆของผู้ป่วย เช่น เสียงพูด เสียงไอ ใช้จมูกดมกลิ่น ดมกลิ่นสิ่งขับถ่าย สารคัดหลั่ง เช่น กลิ่นเหงื่อ กลิ่นปาก กลิ่นอุจจาระ กลิ่นปัสสาวะ
- การถาม (问诊) คือ การถามประวัติความเจ็บป่วย อาการต่างๆ ชีวิตความเป็นอยู่ ประวัติครอบครัว
- การสัมผัส,การจับชีพจร (切诊) คือ ใช้นิ้วมือจับชีพจรหรือใช้มือกดสัมผัส จับชีพจรเพื่อตรวจภาวะของอวัยวะภายในและพลังของร่างกาย ใช้มือกดสัมผัสเพื่อตรวจสอบตำแหน่งเจ็บป่วยของร่างกายเพื่อทราบภาวะของโรค
1. การมอง,การดู 望诊

1.1การดูความมีชีวิตชีวา (望神)
- มีชีวิตชีวา (得神) รู้สึกตัวดี แววตามีประกาย ใบหน้าเปล่งปลั่ง การแสดงออกของอารมณ์เหมาะสม การพูดเปล่งเสียงชัดเจน หายใจสม่ำเสมอ กล้ามเนื้อไม่ฝ่อลีบตอบสนองดี
- ไม่ค่อยมีชีวิตชีวา (少神) มีความรู้สึกตัวไม่ดี แววตาไม่สดใส ใบหน้าไม่เปล่งปลั่ง ไม่ค่อยพูดจา กินอาหารน้อย หายใจไม่เต็มปอด กล้ามเนื้ออ่อนแรง
- การขาดชีวิตชีวา (失神) การตอบสนองต่อการกระตุ้น การตอบโต้ ความรู้สึกตัวไม่ดี แววตาหมองคล้ำ ใบหน้าขุ่นมัว การแสดงทางอารมณ์ไม่ค่อยสอดคล้อง การพูดไม่ปกติ เพ้อเจ้อหายใจไม่สม่ำเสมอ หอบ กินอาหารไม่ได้ ผอมแห้งเห็นกระดูก กล้ามเนื้อฝ่อลีบไม่มีกำลัง
- มีชีวิตชีวาเทียม (假神) พบในผู้ป่วยที่มีอาการหนัก แต่อยู่ๆก็กลับดูมีชีวิตชีวา แววตากลับมามีประกาย ใบหน้ามีสีแดงเหมือนปัดแก้ม มีความอยากอาหาร พูดจาไม่หยุด ลุกขึ้นมาเดินได้ เป็นสัญญาณก่อนจะดับมอด
- ความมีชีวิตชีวาแปรปรวน (神乱)
- ซึมเศร้า (癫) เฉื่อยชา เหม่อลอย ชอบพูดกับตัวเอง หัวเราะร้องไห้ผิดปกติ
- คลุ้มคลั่ง (狂) อารมณ์พลุ่งพล่าน ไม่สงบ หัวเราะไปด่าไป ทำลายข้าวของ ขึ้นไปยืนที่สูงร้องเพลง ถอดเสื้อเดิน
- ชัก (痫) ล้มหมดสติเฉียบพลัน ไม่รู้สึกตัว น้ำลายฟูมปาก มีเสียงร้องแปลกๆ แขนขากระตุกเกร็ง
1.2 การดูสีหน้า
- สีขาว หมายถึง ภาวะเย็น ภาวะพร่อง(เลือดพร่อง,หยางพร่อง)
- สีเหลือง หมายถึง ภาวะพร่องและชื้น
- สีแดง หมายถึง ภาวะร้อน
- สีเขียว หมายถึงภาวะเย็น ปวด เลือดคั่ง ตกใจกลัว
- สีดำ หมายถึงโรคไต ภาวะเย็น ปวด เลือดคั่ง มีสารน้ำเหลวตกค้าง
นอกจากการดูสีหน้าแล้ว ยังมีการดูลักษณะรูปร่างว่าแข็งแรง อ่อนแอ อ้วนหรือผอม ดูลักษณะร่างกายเฉพาะส่วน เช่น ดูเส้นผม ดูดวงตา การดูสารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ น้ำลาย น้ำมูก อาเจียน เป็นต้น
1.3 การดูลิ้น

- การตรวจส่วนต่างๆของลิ้น
- ตรวจการมีชีวิตชีวาของลิ้น ดูลิ้นว่ามีลักษณะห่อเหี่ยวหรือมีประกายมีน้ำมีนวล
- ลิ้นแบ่งออกเพื่อตรวจวินิฉัยอวัยวะภายในได้ดังนี้
- ส่วนปลาย : หัวใจ ปอด
- ส่วนกลาง : ม้าม กะเพาะอาหาร
- ส่วนขอบด้านข้างของลิ้น : ตับ ถุงน้ำดี
- ส่วนโคนลิ้น : ไต
- สีของตัวลิ้น
- สีชมพูอ่อน คนที่ปกติที่ไม่มีโรคภัยไข้เจ็บหรืออาการของโรคเบายังมีเจิ้งชี่สมบูรณ์
- สีขาวซีด พบในกลุ่มอาการเย็นหรือกลุ่มอาการพร่อง (หยางพร่อง, เลือดพร่อง)
- สีแดง พบในกลุ่มอาการร้อน
- สีแดงจัด พบในกลุ่มอาการร้อนมากจนทำให้ยินพร่องเกิดไฟ
- สีม่วง พบในกลุ่มอาการเย็นหรือกลุ่มอาการร้อน
- ลักษณะการเคลื่อนไหว
- ลิ้นแข็งทื่อ ไม่คล่องตัว แสดงว่าความร้อนมาก เมื่อความร้อนที่มากเกินไปจะเผาผลาญสารน้ำ ทำให้ร่างกายสูญเสียสารน้ำ เมื่อร่างกายสูญเสียน้ำมากจึงเกิดความแห้ง ทำให้ลิ้นแข็งทื่อ ซึ่งเป็นอาการเตือนของอัมพฤกษ์ อัมพาต
- ลิ้นอ่อนแรง เคลื่อนไหวไม่คล่อง อ่อนแรง แสดงว่าชี่และน้ำในร่างกายพร่อง
- ลิ้นสั่น ลิ้นสั่นไม่สามารถควบคุมได้ มักพบในภาวะเกิดลมในตับ หรือภาวะชี่และเลือดพร่อง
- ลิ้นเอียง เมื่อแลบลิ้น ลิ้นเอียงไปข้างหนึ่ง เป็นอาการเตือนของอัมพฤกษ์ อัมพาต
- การดูฝ้าของลิ้น ฝ้าบนลิ้นมีความเกี่ยวข้องกับพลังของระบบม้ามและกระเพาะอาหาร ซึ่งควบคุมเกี่ยวกับการย่อยสลาย และลำเลียงอาหารไปยังส่วนต่างๆ การเปลี่ยนแปลงของฝ้าบนลิ้นจึงบ่งบอกถึงพลังของกระเพาะอาหารและม้าม
- ดูสีของฝ้า
- สีขาว พบในกลุ่มอาการภายนอก กลุ่มอาการเย็น
- สีเหลือง พบในกลุ่มอาการภายใน กลุ่มอาการร้อน
- สีเทาดำ มักพบในกลุ่มอาการร้อน
- ดูลักษณะของฝ้า
- ฝ้าของคนสุขภาพดีหรือคนปกติ คือ ฝ้าขาวบาง
- ฝ้าของคนป่วย
- ฝ้าหนา มองไม่เห็นตัวลิ้น ปัจจัยก่อโรคค่อนข้างรุนแรง
- ฝ้าชุ่มชื้น-แห้ง
- ฝ้าเหนียวหรือร่อน
- ฝ้าหลุดลอก
- ดูสีของฝ้า
2. การฟังเสียงและการดมกลิ่น (闻诊) เพื่อประกอบการตรวจวินิจฉัยโรคตามศาสตร์การแพทย์แผนจีน
2.1 การฟัง แพทย์จีนจะฟังเสียงและวิเคราะห์ ดังต่อไปนี้

- ฟังเสียงว่าเสียงดังมีพลัง หรือเสียงเบาเหมือนไม่มีแรงพูด
- ฟังเสียงหอบ ไอ อาเจียน หรือสะอึก ว่ามีหรือไม่
- ฟังลักษณะการพูด ว่าพูดชัดหรือไม่ หรือลิ้นแข็ง หากพูดไม่ชัด ลิ้นแข็ง ก็อาจจะมีโรคความดันสูง หรืออาจจะมีความเสี่ยงเป็นเส้นเลือดในสมองตีบได้
- ฟังลักษณะคำพูด ว่าพูดไม่รู้เรื่อง พูดซ้ำซาก หรือพูดกับตัวเองด้วยหรือไม่
2.2 การดมกลิ่น

- ดมกลิ่นปาก กลิ่นตัว กลิ่นเหงื่อ หากคนไข้มีกลิ่นดังกล่าว อาจจะมีอาการท้องผูก นอนไม่พอ ร้อนใน หรือชอบกินของมัน ทอด ปิ้ง ย่างเยอะ หรือทานเนื้อสัตว์มากกว่าผักผลไม้
- การดมกลิ่นอุจจาระ ปัสสาวะ กลิ่นในจมูก หากเป็นแพทย์จีนในสมัยโบราณจะมีการดมกลิ่น เพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค แต่ในปัจจุบันใช้การสอบถามคนไข้แทนมากกว่า
3. การถาม (问诊) ในทรรศนะแพทย์จีนการถามก็เพื่อแยกแยะและวิเคราะห์ให้เข้าใจสภาวะโรค

- ถามร้อนและเย็น (问寒热)
- ถามว่ามีอาการกลัวหนาวและอาการหนาวหรือไม่ ขี้ร้อนไหม ชอบอากาศร้อนหรือเย็นมากกว่ากัน มีไข้หรือไม่ ตัวเย็น มือเท้าเย็นหรือไม่
- ถามเหงื่อ (问汗) ถามว่าเหงื่อออกมากหรือน้อย หรือไม่มีเหงื่อ หรือเหงื่อออกเฉพาะที่
- ถามศีรษะและลำตัว (问头身) ถามลักษณะอาการปวดและตำแหน่งที่ปวด
- ถามปัสสาวะและอุจจาระ (问大小便) ต้องถามว่าปกติหรือไม่ จำนวนครั้ง ปริมาณ สีสัน มีเลือดออกปนมาด้วยหรือไม่
- ถามอาหารการกินและรสชาติ (问饮食) ต้องถามถึงความอยากอาหาร ความสามารถในการกินเป็นอย่างไรปกติหรือไม่ กินแล้วรู้สึกอย่างไร และความรู้สึกต่อรสชาติของอาหารดีหรือไม่ด้วย
- ถามเกี่ยวกับทรวงอก ท้องและสีข้าง (问胸腹) ต้องถามให้แน่ชัดถึงบริเวณที่ปวดและลักษณะอาการปวด
- ถามเกี่ยวกับการได้ยินและการมองเห็น (问耳目)
- ถามความกระหายน้ำ (问渴)
- ถามประวัติเกี่ยวกับการป่วย (问病史)
- ถามถึงสาเหตุแห่งการเจ็บป่วย (问病因)
- ถามประวัติการมีประจำเดือน
- ถามเกี่ยวกับการหลับนอน
(อาจจะมีคำถามอื่นๆ เพิ่มเติมในการพิจารณาเพื่อประกอบการวินิจฉัยโรค)
4. การตรวจชีพจร (脉诊) ตำแหน่งของการตรวจชีพจรจะอยู่บริเวณข้อมือด้านในทั้ง 2 ข้าง โดยวางทั้ง 3 นิ้วเรียงติดกันที่ตำแหน่ง ชุ่น กวน ฉื่อ ตำแหน่งของชีพจรจะมี 3 ตำแหน่งในแต่ละข้าง สามารถตรวจสอบบ่งชี้ประสิทธิภาพการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายได้ดังนี้

- จุดข้อมือซ้าย
ตำแหน่งชุ่น = หัวใจและลำไส้เล็ก
ตำแหน่งกวน = ตับและถุงน้ำดี
ตำแหน่งฉื่อ = ไตยินและกระเพาะปัสสาวะ
- จุดข้อมือขวา
ตำแหน่งชุ่น = ปอดและลำไส้ใหญ่
ตำแหน่งกวน = ม้ามและกระเพาะอาหาร
ตำแหน่งฉื่อ = ไตหยาง (มิ่งเหมิน)
- ชีพจรแบ่งออกเป็น 3 อย่าง คือ
- ชีพจรของคนปกติ
โดยทั่วไปการเต้นของชีพจรจะไม่ใหญ่ ไม่เกิน ไม่เล็ก ไม่ผิว ไม่ลึก ไม่เร็ว ไม่ช้า ขณะที่หายใจเข้าออกเต้น 4 หรือ 5 จังหวะสม่ำเสมอ แต่ชีพจรของคนปกติอาจเปลี่ยนไปตามอายุ เพศ เวลา ร่างกาย และสภาวะทางจิตใจได้ เช่น เด็กชีพจรจะเต้นไวกว่าผู้ใหญ่ ชีพจรของผู้หญิงเต้นเร็วกว่าผู้ชาย คนแข็งแรง คนที่ทำงานหนักชีพจรจะใหญ่และเต้นเร็ว คนที่ทำงานเบาใช้สมองชีพจรจะเล็กและไม่มีแรง หลังจากออกกำลังกายใหม่ๆชีพจรจะเต้นเร็ว คนที่นอนหลับเพิ่งตื่นหรือพักผ่อนมากชีพจรจะเต้นช้า เป็นต้น
- ชีพจรของคนป่วย
แพทย์จีนโบราณได้ค้นพบว่าการเต้นของชีพจรคนที่ป่วยมีลักษณะการเต้นที่แตกต่างกันมากมายหลายแบบและซับซ้อน
โดยได้แบ่งลักษณะการเต้นของชีพจรแบบต่างๆมีทั้งหมด 28 แบบ ซึ่งการเต้นในแต่ละแบบแต่ละชนิดได้บ่งบอกถึงอาการ และชนิดของโรคที่เกิดขึ้นกับอวัยวะภายในของคนนั้นแตกต่างกันด้วย
- การคลำ เมื่อคนไข้มีบอกอาการว่า มีอาการปวดหรือมีก้อนบริเวณไหน แพทย์แผนจีนจะใช้การคลำ การจับ หรือสัมผัสในจุดที่ปวดหรือเป็นก้อนร่วมด้วย
โดยการตรวจวินิจฉัยทางการแพทย์แผนจีนทั้ง 4 วิธี คือ การมอง การฟัง-การดม การถาม และการจับ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยแยกสภาพคนไข้ตามกลุ่มอาการของโรค โดยจะแยกเป็น 4 กลุ่มอาการดังนี้
กลุ่ม 1 อาการภายใน - ภายนอก
กลุ่ม 2 อาการร้อน - เย็น
กลุ่ม 3 อาการแกร่ง - พร่อง
กลุ่ม 4 อาการหยิน - หยาง
โดยการแยกสภาพคนไข้ตามกลุ่มอาการโรคนี้ เพื่อที่จะทำการวินิจฉัยได้อย่างถูกต้องในการรักษาโรคได้ตรงจุด
