ชามือ
ชามือ
ชามือ

อาการชา (Numbness)

   การรับรู้สัมผัสของร่างกายไม่ว่าจะเป็นการลูบที่ผิวหนัง ความรู้สึกเจ็บ การรับรู้เกี่ยวกับอุณหภูมิล้วนเป็นสิ่งจำเป็นของร่างกาย เพื่อช่วยปกป้องตัวเราจากอันตรายต่างๆ ถ้าหากร่างกายไม่สามารถรับรู้เกี่ยวกับความรู้สึกเหล่านี้ กล่าวคือมีอาการชาของร่างกายก็อาจเกิดอันตรายต่อร่างกายได้ เช่น เป็นแผลโดยไม่รู้สึกเจ็บทำให้ไม่ทราบว่ามีการติดเชื้อที่ผิวหนัง 

ความรู้สึกผิดปกติของร่างกายอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด ได้แก่ 

  • ความรู้สึกผิดปกติมาก เช่น อาการที่ผู้ป่วยมาบอกเกี่ยวกับอาการเป็นเหน็บ มีอาการเจ็บเหมือนเข็มแทง อาการแสบร้อนเหมือนเอาพริกมาใส่หรือเอาไฟมาลนบริเวณส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายเป็นต้น ส่วนใหญ่ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติของระบบประสาทส่วนความรู้สึก 
  • ความรู้สึกผิดปกติน้อย เช่น อาการที่ผู้ป่วยมาบอกเกี่ยวกับอาการชาหรือมีความรู้สึกหนาๆ บริเวณผิวหนัง ส่วนใหญ่ตรวจพบอาการผิดปกติของระบบประสาทร่วมด้วยเสมอ

อาการชาที่เกิดขึ้นกับร่างกายบ่งบอกโรคได้ ดังนี้

  • ชานิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลาง และอาจมีอาการปวดมือ ปวดร้าวไปถึงแขนด้วยนั่นอาจหมายถึงสัญญาณของโรคเส้นประสาทกดทับที่ฝ่ามือ โดยเกิดจากการใช้งานมือในลักษณะการเกร็งอยู่นานๆในท่าเดิม เช่น การจับมีด กรรไกร ไดร์เป่าผม คอมพิวเตอร์ ซึ่งมักจะมีอาการปวดในเวลากลางคืนหรือตื่นนอนตอนเช้า
  • ชาเฉพาะนิ้วโป้ง นิ้วชี้ นิ้วกลางและนิ้วนางครึ่งซีก(โคนนิ้ว) นอกนั้นไม่มีอาการชา อาจเป็นสัญญาณของโรคเส้นประสาทมือถูกบีบรัด เนื่องจากเยื่อหุ้มเอ็นที่อยู่ในช่องใต้กระดูกมือบวม หรือกระดูกมือโตทำให้ช่องใต้กระดูกมือแคบ เลือดไหลเวียนไม่สะดวก หรืออาจเกิดจากแผ่นพังผืดเสื่อม และหนาตัวขึ้น
  • ชาที่นิ้วก้อย อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณรักแร้ที่ยาวไปถึงนิ้วก้อย สาเหตุจากการงอและเกร็งข้อศอกเพื่อถือโทรศัพท์เป็นเวลานาน
  • ชาปลายนิ้วมือเกือบทุกนิ้ว แต่ไม่มีอาการชาปลายเท้า และมักจะชาช่วงกลางคืนหรือก่อนนอน อาจเกิดจากการใช้มือทำงานหนัก เช่น ขี่มอเตอร์ไซค์ต่อเนื่องนานๆ เล่นโทรศัพท์บ่อยๆครั้งละนานๆ ซึ่งอาจทำให้เอ็นกดทับเส้นประสาทตรงข้อมือได้
  • ชาง่ามนิ้วระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ อาจเกิดจากเส้นประสาทกดทับที่ต้นแขน แนะนำให้เปลี่ยนท่านั่งบ่อยๆ และหลีกเลี่ยงการเอาแขนพาดพนักเก้าอี้
  • ชานิ้วก้อย นิ้วนางและด้านข้างฝ่ามือ (สันมือ) อาจเกิดจากเส้นประสาทบริเวณข้อศอกถูกกดทับ ทำให้เลือดไหลเวียนไม่สะดวก ซึ่งก็ควรเปลี่ยนท่านั่งหรือท่านอนเพื่อหลีกเลี่ยงอาการชาดังกล่าว
  • ชาทั้งแถบ ตั้งแต่แขนลงไปถึงนิ้วมือ อาจเกิดจากกระดูกต้นคอเสื่อมและกดทับเส้นประสาท
  • ชาปลายเท้าและปลายมือ อาจเกิดจากอาการปลายประสาทอักเสบหรือเสื่อม หรือภาวะขาดวิตามินบี 1 บี 6 หรือบี 12 ซึ่งอาจมีสาเหตุมาจากโรคไต โรคมะเร็ง และจากยาหรือสารพิษ เป็นต้น
  • ชาหลังเท้าลากยาวไปถึงหน้าแข้ง แต่ไม่มีอาการชาที่มือ อาจเกิดจากการนั่งไขว้ห้าง ขัดสมาธิ พับเพียบ เป็นเวลานาน ซึ่งอาจทำให้เส้นประสาทบริเวณใต้เข่าด้านนอกถูกกดทับจนเลือดไหลเวียนไม่สะดวก
  • ชาทั้งเท้า และปวดไปถึงสะโพก อาจเกิดจากหมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนทับเส้นประสาท
  • อาการชาที่เริ่มเกิดขึ้นจากปลายเท้า ฝ่าเท้า ปลายนิ้ว ลามขึ้นไปที่ข้อเท้า เข่า และลำตัว เป็นอาการที่มักเกิดกับผู้ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก เนื่องจากฤทธิ์แอลกอฮอล์เข้าไปทำลายเส้นประสาทให้เสียหายหลายเส้น

นิ้วล็อก

อาการชาตามร่างกายในมุมมองการแพทย์แผนจีนมักเกิดจากสาเหตุการเกิดโรคต่างๆ เช่น

  • ชี่และเลือดพร่อง ชี่พร่องทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งในร่างกาย เลือดพร่องทำให้เลือดไปหล่อเลี้ยงเส้นเอ็น กล้ามเนื้อ เส้นประสาทได้ไม่เต็มที่
  • ลมตับภายในกำเริบ ทำให้กล้ามเนื้อหดเกร็ง ทำให้เกิดการบีบรัดของกล้ามเนื้อเส้นเอ็น เลือดไหลเวียนไม่สะดวกเกิดอาการชา
  • เสมหะและความร้อนสะสม ทำให้การไหลเวียนติดขัด
  • ลมและเสมหะอุดกั้นเส้นลมปราณ ทำให้การไหลเวียนติดขัด
  • เสมหะหรือความชื้นอุดกั้น ทำให้การไหลเวียนติดขัด
  • ความเย็นคั่งค้างจนทำให้เกิดการแข็งตัวของเลือด ทำให้เลือดไหลเวียนติดขัด จนเกิดเป็นลิ่มเลือดอุดตันหลอดเลือด เกิดอาการชา

หยินหยาง1

นวดกดจุด ช่วยบรรเทาอาการมือ - เท้าชา

  • จุดเหอกู่ (合谷穴) อยู่บริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ทั้งสองข้าง วิธีหา กางนิ้วโป้งออก ใช้ขอบของข้อบนสุดของนิ้วโป้งอีกข้างวางทาบบนง่ามระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ตรงปลายนิ้วโป้งจะตรงกับจุดนี้พอดี
  • จุดโส่วซานหลี่ (手三里穴) ใต้รอยพับของข้อศอกด้านนอก ลงมา 2 ชุ่น
  • จุดชวีฉือ (曲池穴) งอข้อศอกจนสุด จุดจะอยู่ตรงปลายด้านนอกสุดของรอยพับข้อศอกด้านนอก
  • จุดโส่วอู๋หลี่ (手五里穴) อยู่เหนือจุดชวีฉือขึ้นไป 3 ชุ่น
  • จุดจู๋ซานหลี่ (足三里穴) จุดจู๋ซานหลี่อยู่ใต้จุดตู๋ปี๋ 犊鼻 3 ชุ่นหรือใช้ 4 นิ้ว ( ชี้ กลาง นาง ก้อย ) ทาบลงไป และห่างจากกระดูกหน้าแข้งด้านนอก 1 นิ้วมือ
  • จุดเหว่ยจง (委中穴) อยู่ตรงกึ่งกลางของรอยพับหลังเข่า
  • จุดซานอินเจียว (三阴交穴) จุดซานอินเจียวอยู่ด้านในของขา เหนือตาตุ่มด้านในขึ้นมา 3 ชุ่น หรือใช้นิ้วทั้ง 4 นิ้ว ( ชี้ กลาง นาง ก้อย ) ทาบลงไป จุดจะอยู่หลังกระดูกหน้าแข้ง 
  • จุดไท่ชง (太冲穴) อยู่บนบริเวณหลังเท้าแอ่งกระดูกระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ 
  • จุดหย่งเฉวียน (涌泉穴) แบ่งฝ่าเท้าเป็น 3 ส่วน จุดอยู่ระหว่างรอยต่อส่วนที่ 1 กับส่วนที่ 2 ของแนวยาวของฝ่าเท้า ระหว่างกระดูกนิ้วชี้เท้าและนิ้วกลางเท้า

*** แต่ละจุดใช้วิธีการนวดคลึงเบาๆ ครั้งละ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง

นวดกดจุด2



วิธีการดูแลตัวเองเบื้องต้นเมื่อมีอาการชา

    • เพิ่มการไหลเวียน ด้วยการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ยืดหรือคลายกล้ามเนื้อบ่อยๆ เพื่อเพิ่มการไหลเวียนของเลือด
    • ออกกำลังกายยืดข้อมือ ด้วยการยกดัมเบลขนาดตามความเหมาะสมของแต่ละคน ยกขึ้นและลง เพื่อให้กล้ามเนื้อบริเวณข้อมือแข็งแรงขึ้น
    • ยืดเหยียด ผ่อนคลายข้อมือด้วยการดึงมือไปด้านบน และลงด้านล่าง ทำค้างไว้ราว 15-20 วินาที
    • หลีกเลี่ยงการใช้ข้อมือทำงานหนักติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน หรือหลีกเลี่ยงการหิ้วหรือถือของหนักๆเป็นเวลานานๆ
    • เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ นั่งขับรถ นั่งทำงาน ใช้งานคอมพิวเตอร์หรือโทรศัพท์มือถือ ควรพักยืดเหยียดทุกๆ 40 นาที 
    • แช่มือหรือเท้าที่มีอาการชาด้วยน้ำอุ่นกึ่งร้อน โดยใช้ขิง 1 ท่อน หั่นบางๆ ทุบ ต้มน้ำให้เดือด คลายร้อนหรือนำมาผสมน้ำธรรมดาให้มีอุณหภูมิอุ่นกึ่งร้อน แช่มือหรือเท้าครั้งละ 15-20 นาที วันละ 1-2 ครั้ง
    • รับประทานอาหารที่ช่วยบำรุงเลือดต่างๆ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามินบี และอาหารที่ต้านอนุมูลอิสระ เช่น ฟักทอง แคร์รอต มะเขือเทศ ถั่วเหลือง ถั่วแดง งาดำ มันฝรั่ง กล้วย แตงโม ไข่แดง ข้าวกล้อง ถั่วต่างๆ ธัญพืช ข้าวซ้อมมือ ข้าวกล้อง ข้าวโอ๊ต ฝรั่ง ส้ม มะขามป้อม มะละกอสุก บรอกโคลี คะน้า เป็นต้น
    • หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เนื่องจากแอลกอฮอล์มีผลยับยั้งการดูดซึมของวิตามินบี 1 ที่บริเวณลำไส้เล็ก
    • ลดน้ำหนักหรือควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้น้ำหนักตัวเกินพอดี เพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพอื่นที่อาจส่งผลต่ออาการมือชา เช่น เบาหวาน ข้ออักเสบ