ไขมันพอกตับ
ตับ จัดเป็นอวัยวะภายในของร่างกายอยู่บริเวณท้องซีกขวาบนใต้กระบังลม มีลักษณะนุ่ม ผิวสีชมพูอมน้ำตาล ทำหน้าที่ในการเก็บสารพิษต่างๆในร่างกาย และทำการขับสารพิษเหล่านั้นออกมา ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีนและสร้างสารต่างๆในการช่วยย่อยอาหาร ตับจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นการดูแลตับจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
ตับในทรรศนะแพทย์แผนจีน
- ควบคุมการไหลเวียนของลมปราณในร่างกาย เมื่อลมปราณไหลเวียนได้ดีจะทำให้การไหลเวียนของสารน้ำและเลือดดีตามไปด้วย นอกจากนี้หากเลือดลมไหลเวียนดีจะมีผลให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น
- ทำหน้าที่เก็บรักษาและควบคุมปริมาณเลือดไปยังจุดต่างๆของร่างกาย โดยเมื่อร่างกายพักผ่อนเลือดจะไหลกลับมาสะสมในตับ เพื่อสะสมเตรียมไว้ใช้ในยามเคลื่อนไหวหรือยามร่างกายต้องใช้เลือดในกิจกรรมต่างๆ
- ตับกำหนดเส้นเอ็นและเล็บ เพราะต้องอาศัยเลือดมาหล่อเลี้ยง หากตับผิดปกติหรือเลือดไม่เพียงพอจะทำให้เส้นเอ็นเกิดการยึดตึง เล็บแห้งเปราะบาง
- ตาเป็นประตูของตับ เพราะเส้นลมปราณของตับเชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อสำคัญบริเวณตากับสมอง หากตับผิดปกติมีผลให้ตาแห้ง ตาไม่สู้แสง ไม่สู้ลม ในบางกรณีตาจะบวมและปวดตา
- ตับสัมพันธ์กับถุงน้ำดี หากตับผิดปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและอารมณ์ เช่น โกรธง่าย ปวดแน่นสีข้าง เป็นตะคริว จุกลิ้นปี่เพราะพลังตับถูกขัดขวาง
ไขมันพอกตับหรือไขมันเกาะตับ
ปัจจุบันพบผู้ที่มีภาวะไขมันพอกตับเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังมีแนวโน้มพบผู้ป่วยในวัยที่อายุน้อยลง จากเดิมที่มักพบในวัยกลางคนหรือผู้สูงอายุ สาเหตุส่วนหนึ่งเกิดจากวิถีชีวิตของผู้คนในยุคปัจจุบันที่เปลี่ยนแปลงไปและขัดกับธรรมชาติของร่างกาย เช่น ในอดีตเมื่อพระอาทิตย์ตกและไม่มีแสงสว่าง ผู้คนมักกลับเข้าบ้านและเข้านอน แต่ในปัจจุบัน แม้จะมืดแล้ว หลายคนก็ยังไม่นอน บางคนอาจนอนดึกจนถึงเช้าของวันถัดไป
ความเครียดและความกดดันจากการใช้ชีวิต เช่น ความเครียดจากการเรียน การสอบ การทำงาน การประชุม หรือแม้แต่การเดินทางบนท้องถนน เมื่อร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอและต้องเผชิญกับความเครียดเป็นเวลานาน จะทำให้ตับต้องทำงานหนักขึ้นในการกำจัดของเสียและสารพิษ หากตับไม่สามารถกำจัดหรือระบายสารเหล่านี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ก็อาจเกิดการสะสมและส่งผลเสียต่อการทำงานของตับในระยะยาว
นอกจากการพักผ่อนและความเครียดแล้ว พฤติกรรมการรับประทานอาหารก็เป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ จากที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าตับมีหน้าที่ในการเก็บสารพิษต่างๆในร่างกาย เนื่องด้วยอาหารในปัจจุบันเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน เช่น ผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงเจือปนอยู่ เนื้อสัตว์ที่เต็มไปด้วยสารเร่งการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปต่างๆ ขนมขบเคี้ยวต่างๆเต็มไปด้วยสารปรุงแต่งรสชาติและเต็มไปด้วยไขมันชนิดต่างๆ ยังมีอาหารจำพวกนมเทียมต่างๆ เช่น ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งหากดูส่วนผสมดีๆจะประกอบด้วยน้ำมันและสารปรุงแต่งให้มีกลิ่นคล้ายนม ซึ่งสารต่างๆเหล่านี้เมื่อทานเข้าไปจะไปรวมไว้ที่ตับ จากปัจจัยเหล่านี้จึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนในยุคนี้จึงมีภาวะไขมันพอกตับและเป็นโรคตับมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าตับจะมีความสามารถฟื้นฟูและขับพิษด้วยตัวเองได้แต่หากได้รับสารพิษในปริมาณมากรวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก็จะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องตับได้

ไขมันพอกตับคืออะไร
ไขมันพอกตับหรือไขมันเกาะตับ คือ การที่ไขมันได้เข้าไปแทรกอยู่ในเซลล์ตับส่งผลให้ตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น ทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ทำให้ตับขจัดสารพิษในร่างกายได้ไม่เต็มที่ เป็นต้น โดยการเกิดไขมันพอกตับเกิดได้ 2 สาเหตุหลักคือ
- โรคไขมันพอกตับที่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic fatty liver disease , AFLD) กลไกการเกิดโรค เมื่อผู้ป่วยดื่มสุราหรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตับจะทำการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย หากดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้งเป็นเวลานาน ตับจะทำงานหนักเพื่อขับแอลกอฮอล์ เมื่อตับทำงานหนักเป็นเวลานานย่อมส่งผลให้ตับอักเสบ เป็นผลให้การขับสารพิษในร่างกาย รวมถึงทำให้การย่อย และกำจัดไขมันทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันจนเป็นผลให้เกิดไขมันพอกตับได้ ซึ่งความรุนแรงของโรคกรณีนี้จะเกิดจากระยะเวลาการดื่มแอลกอฮอล์ และความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่ดื่ม
- โรคไขมันพอกตับที่ไม่ได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD) โดยทั่วไปเกิดจากการที่ร่างกายได้รับอาหารที่มีไขมันมากหรือได้รับอาหารในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถขจัดอาหารและไขมันส่วนที่เกินมาได้ ทำให้ร่างกายนำอาหารไปสะสมในอวัยวะต่างๆของร่างกายรวมถึงไปสะสมในตับ เมื่อตับมีไขมันพอกตับเป็นจำนวนมากทำให้การเผาผลาญไขมันเกิดการทำงานผิดปกติ แทนที่ไขมันจะถูกขับออกก็เอามาสะสมที่ตับเพิ่มขึ้นไปอีกจนทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มโรคทางเมตาบอลิก คือ โรคอ้วน โรคเบาหวานหรือภาวะดื้ออินซูลิน และไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย นอกจากนี้ภาวะผิดปกติทางโภชนาการ เช่น การอดอาหาร ขาดโปรตีน การให้อาหารทางหลอดเลือด การผ่าตัดตัดต่อลำไส้ การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ปัจจัยทางพันธุกรรม ยาบางชนิด ก็อาจเหนี่ยวนำให้เกิดโรค NAFLD
โรคไขมันพอกตับ แบ่งระยะการดำเนินโรคได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่
- ระยะแรก เป็นระยะมีไขมันก่อตัวอยู่ในเนื้อตับซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลใดๆ กล่าวคือ ไม่มีการอักเสบหรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ
- ระยะที่สอง เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ ในระยะนี้หากไม่ควบคุมดูแลให้ดีและปล่อยให้การอักเสบดำเนินไปเรื่อยๆเกินกว่า 6 เดือนจะกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง
- ระยะที่สาม การอักเสบรุนแรงก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อยๆถูกทำลายลง
- ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายไปมากตับไม่อาจทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป อาจทำให้เกิดภาวะตับแข็งและอาจกลายเป็นมะเร็งตับ
ปัจจัยเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับ
- โรคที่เกี่ยวกับ metabolic syndrome เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลให้การย่อยน้ำตาลและไขมันลดลง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายเก็บสะสมส่วนที่ย่อยออกไปไม่ได้นานเข้าจะสะสมลงที่ตับทำให้เกิดไขมันพอกตับได้
- น้ำหนักตัวเกินและโรคอ้วน (Overweight and obesity) โดยส่วนมากคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปมักจะมีไขมันสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่กำจัดออกนานเข้าไขมันส่วนเกินจะไปสะสมที่ตับจึงเกิดอาการไขมันพอกตับได้
- การดื่มสุรามากไป ทำให้ตับทำงานหนักมากเกินไป ในระยะยาวจะทำให้การขจัดไขมันในร่างกายเกิดการรวน ทำให้เกิดไขมันพอกตับได้
- เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัสบางชนิด ยาต้านฮอร์โมนบางชนิดหรือยาพาราเซตามอลในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงต่อตับทำให้ตับต้องทำงานหนักในการขจัดสารพิษในระยะยาวจะเกิดไขมันพอกตับได้
- ทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ รวมทั้งไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต อาหารเหล่านี้หากร่างกายนำไปใช้ไม่หมด อาหารเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บในรูปของไขมันหากสะสมมากเข้าจะทำให้เกิดไขมันพอกตับได้

โรคไขมันพอกตับมีอาการอย่างไร ?
ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่า 50% ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก แต่ถ้าปล่อยไว้ ภาวะไขมันพอกตับก็จะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆดังนี้
- รู้สึกอึดอัดหรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา
- เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย
- ท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ
- อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง
- ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการดีซ่าน (ผิวเหลืองและตาเหลือง) หรือคลื่นไส้อาเจียน
- ตรวจพบค่าเอ็นไซม์ตับ SGPT, SGOT สูงขึ้น (แสดงว่าตับมีการอักเสบ)
- ระดับคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
แต่อย่างไรก็ตามระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับไม่อาจวัดด้วยระดับความรุนแรงหรือจำนวนมากน้อยของอาการ เนื่องจากบ่อยครั้งไขมันพอกตับจนเป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยก็ยังไม่รู้สึกมีอาการผิดปกติ
การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ
- การตรวจเลือด
- การตรวจอัลตราซาวด์
- การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
- การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ
- การตรวจระดับความแข็งแรงของตับและวัดปริมาณไขมันพอกตับด้วยเครื่อง FibroScan
ไขมันพอกตับในทรรศนะแพทย์แผนจีน
ตับเป็นอวัยวะที่แข็งแรง สงบนิ่ง ตับเปรียบเสมือนทหารที่ทำงานไม่หยุดนิ่ง เป็นโรงงานขับพิษขนาดใหญ่ของร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง ตามตำราแพทย์แผนจีนตับไม่เพียงแต่ช่วยเผาผลาญ ผลิตน้ำดีและขับพิษ หากแต่ยังทำหน้าที่ควบคุมการระบายพลังชี่ ก่อเกิดหยางชี่ กักเก็บและปันเลือด แพทย์แผนจีนได้จัดไขมันพอกตับให้อยู่ในกลุ่มโรคของอาการปวดแน่นชายโครง (肋痛) และระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารโดยเฉพาะไขมันบกพร่อง (物肪)
สาเหตุหลักของอาการไขมันพอกตับ
- การรับประทานอาหารหวานมันและดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จนเกิดความชื้นความร้อนสะสมในตับและถุงน้ำดี จนทำให้ตับกลายเป็นก้อน
- ระบบของกระเพาะอาหารและม้ามมีการย่อยดูดซึมและลำเลียงผิดปกติ ทำให้ของเสียความชื้นตกค้าง นานเข้าจะกลายเป็นไฟ (ความร้อนชื้น)
- พักผ่อนมากเกินไป ไม่ได้ออกแรง เป็นคนชอบนอน ชอบสบาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เหนื่อยเพลีย อ้วนเกินไป ทำให้การทำงานของม้ามกระเพาะถดถอย เกิดการสั่งสมจนล้นเกิน จนเกิดไขมันพอกตับ
- อารมณ์ที่แปรปรวน ความเครียด ความกังวล ความกดดัน หงุดหงิดโมโหง่าย ทำให้ชี่ของตับสับสน ความกังวลทำให้ชี่ของม้ามสับสน ทั้งสองอย่างสะสมนานไป ชี่ทั่วร่างกายก็สับสนทำให้ติดขัด เมื่อชี่ติดขัดนานๆก็สามารถทำให้เกิดเลือดคั่ง เลือดหนืดข้น ชี่ม้ามไม่สามารถลำเลียงได้เกิดเสมหะไปพอกที่ตับ
- โรคเรื้อรังต่างๆอาจเป็นโรคที่เป็นอยู่เดิม เช่น มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคอ้วน เป็นต้น ผลข้างเคียงของยาก็ล้วนทำให้เกิดไขมันสะสมในตับได้

การจำแนกกลุ่มอาการตามแพทย์แผนจีน
ชี่ตับอุดกั้น (肝郁气滞证)
- ลักษณะอาการ : มักพบอาการปวดแน่นชายโครงสีข้าง เคลื่อนที่ไปมาไม่แน่นอน อาการมักมีการเกี่ยวข้องกับอารมณ์ เรอบ่อย ในผู้หญิงมักพบอาการปวดแน่นเต้านม ประจำเดือนมาไม่ปกติ ปวดประจำเดือน หรือมีภาวะขาดประจำเดือน
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นฝ้าบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึง
- หลักการรักษา : ระบายตับ ปรับการไหลเวียนของชี่ รักษาอาการไขมันพอกตับ
ม้ามสูญเสียการลำเลียงสารอาหาร (脾失健运证)
- ลักษณะอาการ : รับประทานอาหารได้น้อย แน่นท้อง ถ่ายเหลว หลังรับประทานอาหารหรือหลังทานอาหารอิ่มจะมีอาการปวดแน่น ร่างกายทรุดโทรม อ่อนเพลียไม่มีแรง ไม่ค่อยอยากพูด รูปร่างซูบผอมหรืออ้วน บวม สีหน้าซีดเหลืองหรือเหลืองอ่อน
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีดฝ้าขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรช้าหรืออ่อนแอ
- หลักการรักษา : บำรุงม้ามกระเพาะอาหาร ปรับการไหลเวียนของชี่ ช่วยการลำเลียงสารอาหารให้ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย รักษาอาการไขมันพอกตับ
ความร้อนความชื้นสะสมภายใน (湿热内蕴证)
- ลักษณะอาการ : ปวดชายโครงสีข้าง ปากขม แน่นท้อง คลื่นไส้ เบื่ออาหารประเภทของมัน คอแห้ง กระหายน้ำ ปัสสาวะเหลืองเข้ม อุจจาระแห้งแข็ง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองเหนียว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงลื่นเร็ว
- หลักการรักษา : ขับระบายความร้อน ความชื้น รักษาอาการไขมันพอกตับ
เสมหะสกปรกคั่งอุดกั้น (痰浊瘀阻证)
- ลักษณะอาการ : ปวดแน่นชายโครงสีข้างทั้ง 2 ข้างและมีอาการปวดแน่นกระเพาะอาหาร ปวดแบบเข็มแทง คลื่นไส้อยากอาเจียน เบื่ออาหาร ถ่ายเหลว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีดหรือคล้ำ ฝ้าขาวเหนียวและเขรอะ
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงลื่น
- หลักการรักษา : ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ขับความร้อน ความชื้น ขับเสมหะ สลายความคั่ง รักษาอาการไขมันพอกตับ
การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน
ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100%
ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- กลุ่มอาการชี่ตับอุดกั้น รับประทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณระบายตับ ปรับการไหลเวียนของชี่ รักษาอาการไขมันพอกตับ
- กลุ่มอาการม้ามสูญเสียการลำเลียงสารอาหาร รับประทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงม้ามกระเพาะอาหาร ปรับการไหลเวียนของชี่ ช่วยการลำเลียงสารอาหารให้ไปหล่อเลี้ยงร่างกาย รักษาอาการไขมันพอกตับ
ฝังเข็ม
ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- กลุ่มอาการความร้อนความชื้นสะสมภายใน ใช้จุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณขับระบายความร้อน ความชื้น รักษาอาการไขมันพอกตับ
- กลุ่มอาการเสมหะสกปรกคั่งอุดกั้น ใช้จุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ขับความร้อน ความชื้น ขับเสมหะ สลายความคั่ง รักษาอาการไขมันพอกตับ

การฟื้นฟูตับและกดจุดด้วยตนเอง
- นวดบริเวณใต้ชายโครงขวาเป็นที่ของตับ เราสามารถใช้ฝ่ามือลูบบริเวณนี้ไปมา10 ครั้ง ทุกวัน
- กดจุดปรับสมดุลของตับที่จุดไท่ชง อยู่บริเวณง่ามนิ้วโป้งเท้ากับนิ้วชี้เท้าขึ้นมาทางข้อเท้าประมาณ1นิ้ว กดบ่อยๆเป็นประจำจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพตับ
- ใช้กำปั้นทุบด้านในของขาตั้งแต่ตาตุ่มขึ้นถึงเข่า 36 ครั้ง และทุบขาด้านนอกจากตาตุ่มนอกจนถึงเข่า 36 ครั้ง สามารถทำกับขาได้ทั้ง 2 ข้าง
- นำเก๋ากี้ 10 กรัม เก๊กฮวย 3-4 ดอก ชงเป็นชาดื่ม ช่วยบำรุงตับและตา
คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- งดดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายวันละ 30 นาที
- ควบคุมน้ำหนัก
- รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืช เลี่ยงของมัน ทอด ปิ้ง ย่าง
- หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อตับ
- พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายอารมณ์
กดจุดบรรเทาอาการไขมันพอกตับ
จุดไท่ชง (太冲)
- ตำแหน่ง => อยู่บนบริเวณหลังเท้าแอ่งกระดูกระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้
- รักษาอาการ => บำรุงตับ ระบายความร้อนในระบบตับ ลดอาการกรดไหลย้อนที่เกิดจากอารมณ์แปรปรวน ที่ส่งผลทำให้มีอาการปวดท้อง ท้องอืดแน่น ท้องร้องโครกคราก ท้องเสีย ท้องผูก ดีซ่าน แสบร้อนกลางอก แน่นหน้าอก และจุดไท่ชงนี้ยังสามารถรักษาอาการขาชาและอ่อนแรง ปวดชายโครง ปวดศีรษะ ไมเกรน เวียนศีรษะ ปากแห้ง เจ็บคอ ตาปวดบวมและแดง ประสาทตาเสื่อม ไอ แน่นหน้าอก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะลำบาก ประจำเดือนไม่สม่ำเสมอ โรคขาดประจำเดือน ตกขาว ปวดประจำเดือน ปวดบริเวณฝีเย็บ โรคเครียด โรคซึมเศร้า โรคชักในเด็ก ความดันโลหิตสูง ไส้เลื่อน
- วิธีนวดกดจุด => กดนวดคลึงให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ประมาณ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
จุดซานอินเจียว (三阴交)
- ตำแหน่ง => อยู่ด้านในของขา เหนือตาตุ่มด้านในขึ้นมา 3 ชุ่น หรือใช้นิ้วทั้ง 4 นิ้ว ( ชี้ กลาง นาง ก้อย ) ทาบลงไป จุดจะอยู่หลังกระดูกหน้าแข้ง
- รักษาอาการ => จุดนี้ช่วยบำรุงดูแลทั้ง 3 อวัยวะ ได้แก่ ตับ ม้าม ไต บรรเทาอาการนอนไม่หลับ อีกทั้งยังสามารถรักษาอาการปวดต้นขาด้านใน อัมพาตครึ่งซีก คออักเสบ ลิ้นแข็ง เลือดกำเดาไหล ไอ เจ็บลิ้นปี่ อาเจียน สะอึก อาหารไม่ย่อย ท้องอืด ท้องเฟ้อ ปวดท้อง ปวดประจำเดือน ประจำเดือนผิดปกติ
- วิธีนวดกดจุด => ให้นวดกดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
จุดอินหลิงเฉวียน (阴陵泉穴)
- ตำแหน่ง => แอ่งใต้หัวกระดูกหน้าแข้งบริเวณด้านในของขาท่อนล่าง
- รักษาอาการ => ดีซ่าน ตับแข็ง ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่คล่องหรือควบคุมปัสสาวะไม่ได้ ปวดเข่า ท้องอืด ท้องเสีย บวมน้ำ
- วิธีนวดกดจุด => นวดคลึง 1-3 นาที