หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนเอว
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท (ปวดเอวสะโพกร้าวลงขา)
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
เป็นโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบันซึ่งไม่ได้เกิดเฉพาะในผู้สูงอายุเท่านั้น แต่มีแนวโน้มเกิดกับคนวัยทำงานมากขึ้น โดยหลักแล้วการเกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทมักเกิดจากการเคลื่อนไหวที่ผิดท่า การนั่งอยู่กับที่ท่าเดิมเป็นเวลานาน การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ ปัจจัยที่กล่าวมาส่งผลให้กระดูกและหมอนรองกระดูกเกิดความเสื่อมได้ก่อนวัยอันควร
หมอนรองกระดูกคืออะไร
"หมอนรองกระดูก" มีชื่อตามตำราว่า Intervertebral disc ถ้าจะจำเพาะลงไปตามตำแหน่งจะมีชื่อเรียกที่ต่างกัน หมอนรองกระดูกคอเรียกว่า Cervical disc และหมอนรองกระดูกที่เอวเรียกว่า Lumbar disc หมอนรองกระดูกไม่ใช่กระดูกแต่เป็นเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งที่คั่นระหว่างกระดูกสันหลังสองชิ้น ทุกครั้งที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหว เช่น การเดิน การออกกำลังกาย การก้มเงย จะมีแรงกระแทกเกิดขึ้นกับกระดูกสันหลัง ซึ่งหมอนรองกระดูกที่คั่นระหว่างกระดูกสันหลังนี้ ทำหน้าที่เป็นตัวรองรับแรงกระแทกที่เกิดขึ้น เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกสันหลังเกิดการเสียดสีกันจนเกิดความเสียหายต่อโครงสร้างร่างกาย
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
โรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท คือ ภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของโครงสร้างกระดูกสันหลัง ทำให้ทรุดตัวไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เส้นประสาทเกิดการอักเสบ

หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้อย่างไร
หมอนรองกระดูกสันหลังและเส้นประสาทมีระยะที่ห่างกันไม่มาก เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายเกิดความผิดปกติจนหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนที่ หรือเกิดการโป่งออกมาจนไปเบียดกดทับเส้นประสาทได้ อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทสามารถเกิดจากสาเหตุหลักดังนี้
- การที่ร่างกายมีขอบของหมอนรองกระดูกไม่เท่ากันหรือโครงสร้างผิดปกติมาแต่กำเนิด
- เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุทางรถ ตกบันได ตกต้นไม้ ล้มก้นกระแทกพื้น
- เกิดจากการอยู่ในท่าหนึ่งเป็นเวลานาน เช่น นั่งทำงานหน้าคอมพิวเตอร์นาน โดยไม่ได้ลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถ ทำให้กล้ามเนื้อเกิดการอักเสบ
- การนอนดึก ทำให้ร่างกายไม่สามารถซ่อมแซมกระดูกได้ เป็นผลให้กระดูกเกิดการสึกกร่อน
- อายุที่มากขึ้น เมื่ออายุมากขึ้นการซ่อมแซมกระดูกย่อมเสื่อมถอยลง รวมถึงหมอนรองกระดูกจะสูญเสียความยืดหยุ่นและบางลง ทำให้สูญเสียคุณสมบัติการรองรับแรงกระแทก เมื่อมีการเคลื่อนไหวผิดท่าหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนที่ หรือปลิ้นกดทับเส้นประสาทได้
อาการหมอนรองกระดูกทับเส้นบริเวณหลังเอว
มักจะเกิดกับกระดูกสันหลัง L3, L4, L5, S1 ซึ่งกระดูกช่วงนี้จะอยู่ใกล้ประสาทควบคุมส่วนเอวไปถึงขา อาการเริ่มต้นจะมีอาการปวดหลังบริเวณเอวหรือมีอาการเสียววูบไปยังขา อาการจะเป็นๆหายๆ ระยะต่อมาจะเกิดอาการปวดหลังรุนแรงอย่างเฉียบพลัน ทำให้มีอาการปวดร้าวลงมายังขา อาจมีอาการชาบริเวณขาและชาบริเวณเท้าร่วมด้วย
ความผิดปกติของกระดูกสันหลังที่ทำให้เกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- กระดูกสันหลังเสื่อมทรุด เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อหรือหมอนรองกระดูกสันหลัง ได้แก่
- จากความเสื่อมของหมอนรองกระดูก โดยจะเริ่มจากการที่ส่วนประกอบที่เป็นน้ำในหมอนรองกระดูกลดลง ทำให้การรับน้ำหนักเสียไป เมื่อสะสมนานเข้าอาจเกิดการฉีดขาดของหมอนรองกระดูกด้านนอก ทำให้เจลที่อยู่ตรงกลางของหมอนรองกระดูกเกิดการเคลื่อนออกมาจากรอยฉีกขาด ทำให้เกิดภาวะหมอนรองกระดูกกดทับเส้นประสาทได้
- เกิดจากการเสื่อมของข้อต่อFacet ที่ทำให้เกิดความไม่มั่นคงในข้อกระดูกสันหลัง จนทำให้ร่างกายพยายามขจัดความไม่มั่นคงของข้อกระดูกสันหลังสร้างกระดูกขึ้นมาเป็นลักษณะกระดูกงอก และเมื่อมีกระดูกงอกออกมามากขึ้นเรื่อยๆ ก็จะไปกดทับเส้นประสาทได้
- กระดูกสันหลังเคลื่อน เป็นภาวะที่มีการเคลื่อนของกระดูกสันหลังข้อใดข้อหนึ่งหนึ่งไปด้านหน้าหรือด้านหลังมากกว่าปกติ มักพบการเคลื่อนของกระดูกสันหลังระดับเอวข้อที่ 4 ข้อที่ 5 ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดหลังตรงระดับบั้นเอวหรือกระเบนเหน็บ ร่วมกับอาการปวดร้าวลงขาข้างใดข้างหนึ่งร่วมด้วย เนื่องจากมีภาวะของหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท หรืออาจจะเคยยกของแล้วปวดหลังทันที มักปวดมากเวลาก้มหรือนั่ง หรือเวลาไอ จาม เบ่งถ่าย หากปล่อยทิ้งไว้นาน อาจมีอาการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อขาตามมาได้
ความรุนแรงของอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- ระยะเริ่มต้น เมื่อหมอนรองกระดูกเกิดความเสื่อมจะส่งผลให้เกิดอาการปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งในช่วงแรกอาจมีอาการเป็นๆหายๆ จากนั้นระดับความเจ็บปวดจะเพิ่มมากขึ้น โดยอาการจะเป็นมากกว่า 2 สัปดาห์
- ระยะปานกลาง หากเริ่มมีอาการในระยะต้นแล้วปล่อยผ่าน สำหรับระยะนี้หมอนรองกระดูกจะเริ่มเคลื่อนและปลิ้นออกมา ทำให้เกิดอาการปวดร้าวหรือปวดหลังร้าวลงขา จากนั้นจะเริ่มลามไปที่ขาหรือเท้า ผู้ป่วยบางคนอาจมีอาการชาร่วมด้วย
- ระยะรุนแรง เมื่ออาการกดทับเส้นประสาทเริ่มมีความรุนแรงขึ้น ก็จะทำให้ร่างกายเกิดความเจ็บปวด ชามีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงมากขึ้น รวมทั้งมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทที่รุนแรง เช่น มีอาการผิดปกติในการควบคุมปัสสาวะ อุจจาระ และมีปัญหาในการเดิน เช่น ทรงตัวได้ไม่ดี เดินลำบาก ขาแข็งเกร็ง ซึ่งจะมีความเสี่ยงต่อการบาดเจ็บ พิการ ทั้งนี้ผู้ป่วยจะทุกข์ทรมานมากจนไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้
หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทในทรรศนะการแพทย์แผนจีน
การแพทย์แผนจีนได้จัดโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทให้อยู่ในกลุ่มโรคปวดเมื่อยและชา(ปี้เจิ้ง) เกิดการที่เสียชี่(สาเหตุก่อโรค)ที่เป็นลม ความเย็น ความชื้น ความร้อนอุดกั้นเส้นลมปราณ ทำให้มีผลต่อการไหลเวียนของชี่และเลือด ทำให้แขนขา เอ็น กระดูก ข้อต่อกล้ามเนื้อเกิดอาการเจ็บปวด เมื่อยล้า ชา หรือทำให้ข้อต่อนั้นเคลื่อนไหวไม่สะดวก หรือทำให้ข้อต่อนั้นเกิดอาการแข็ง บวม หรือผิดรูปไป ตำราซานอินจี๋ ตำราปิ้งเจิ้งฟางลุ่น ตำราปี้ซูลุ่น กล่าวว่า “เมื่อมีอาการติดขัดมากจนทำให้เกิดเป็นโรค ถ้าได้รับความเย็นมากจะทำให้มีอาการปวด ถ้าได้รับลมมากจะทำให้มีอาการปวดแบบไม่อยู่กับที่ ถ้าได้รับความชื้นมากจะทำให้รู้สึกหนักและยกไม่ขึ้น ถ้าไปสะสมตามเส้นเอ็นจะทำให้งอและยืดออกมาไม่ได้ ถ้าไปสะสมตามกล้ามเนื้อจะทำให้มีอาการเหน็บชา ไร้ความรู้สึก จากข้างต้นที่กล่าวมาเมื่อเลยวัยกลางคนไปแล้ว ตับ ไตจะค่อยๆ พร่อง อ่อนแอลง ลมปราณ(ชี่)ม้ามก็อ่อนแอตามไปด้วย ทำให้เลือด สารจิงมีไม่เพียงพอ เส้นเอ็น กระดูก กล้ามเนื้อ ขาดการบำรุงหล่อเลี้ยง ซึ่งก็เป็นสาเหตุที่ทำให้กระดูกและเอ็นเสื่อมสภาพ จึงทำให้เกิดโรคตามมา
สาเหตุและกลไกการเกิดโรคหมอนรองกระดูกส่วนเอวทับเส้นประสาทในทางการแพทย์แผนจีน
- เกิดจากการใช้อิริยาบถซ้ำๆ เช่น การนั่งนาน การยืนนานโดยไม่มีการเปลี่ยนอิริยาบถ
- เกิดจากการเล่นกีฬาที่หักโหม หรือจากการเล่นกีฬาที่ผิดท่าทาง เช่น การตีกอล์ฟ การเข้าฟิตเนส การเล่นโยคะ
- เกิดจากการไม่รับประทานอาหาร ไม่ว่าจะเกิดจากการลดน้ำหนัก เบื่ออาหาร หรือโรคกระเพาะเรื้อรัง เมื่อไม่ทานอาหารจะเกิดภาวะสารอาหารไม่พอ เป็นผลให้เลือดลมไม่พอ เมื่อเลือดลมไม่พอการสร้างกระดูกเกิดปัญหา ทำให้มวลกระดูกจึงลดลง เป็นผลให้เกิดการกดทับของหมอนรองกระดูกได้ง่าย
- มีสารพิษตกค้างในร่างกาย อาจเกิดจากความเครียด เกิดจากการทานอาหารที่แปรรูปมากเกินไป ทานอาหารที่มีไขมันตกค้างเยอะ ทำให้เกิดสารพิษตกค้างในร่างกาย ทำให้เลือดด้อยคุณภาพ ทำให้สารอาหารที่จำเป็นในการสร้างกระดูกไม่เพียงพอ ส่งผลให้กระดูกเกิดความเสื่อม ไม่แข็งแรง เป็นผลให้เกิดการกดทับจนเป็นอาการหมอนรองกระดูกทับเส้น
- การดัดกระดูกเอวทุกวัน เพื่อแก้อาการเมื่อยหลัง เอว แต่ไม่ได้แก้จุดปัญหา แต่กลับไปกระตุ้นกระดูกที่อ่อนแอที่สุดให้เกิดเสียงดังและเกิดการคลายตัวชั่วคราว ในระยะยาวจะทำให้หมอนรองกระดูกท่อนนั้นเคลื่อนตัวออกมาทับเส้นประสาท ก็จะมีอาการชา ร้าว ปวดทรมาน
- การรับประทานทานอาหารไม่ตรงเวลา เช่น การทานอาหารเช้า ซึ่งเป็นมื้อแรกของวันในช่วงบ่าย ทำให้ขาดสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกาย มีผลให้เลือดไม่พอ ซึ่งในความเป็นจริงเวลาที่กระเพาะอาหารนำสารอาหารหล่อเลี้ยงร่างกายคือช่วงเวลา 9.00 - 11.00 น. เมื่อทานอาหารช่วงบ่ายซึ่งไม่ใช่เวลาของกระเพาะอาหาร ทำให้ร่างกายขาดสารอาหารเป็นผลให้เลือดไม่พอ เมื่อเลือดไม่พอนานวันเข้าทำให้กระดูกเสื่อม เป็นผลให้เกิดหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- การนอนดึก เวลาการนอนที่ดีที่สุดของร่างกายมนุษย์อยู่ที่ 21:00 - 23:00 น. ซึ่งหากสามารถนอนได้ในช่วงเวลานี้ ร่างกายเกิดการผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินเพื่อซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอของร่างกาย รวมถึงการซ่อมแซมกระดูก แต่หากไม่สามารถนอนในช่วงเวลาดังกล่าว การผลิตฮอร์โมนเมลาโทนินจะไม่เกิดขึ้น ทำให้ร่างกายและกระดูกไม่ได้รับการซ่อมแซม
- การทำงานตอนกลางคืน เช่น รปภ. โปรแกรมเมอร์ที่ทำงานตอนดึก การนอนดึกจากการทำงานเป็นประจำ ทำให้ฮอร์โมนเมลาโทนินมีปริมาณไม่พอจึงซ่อมร่างกายได้ไม่เต็มที่ ร่างกายจะไปดึงพลังงานสำรองในร่างกายมาใช้ ในระยะยาวเมื่อพลังงานสำรองหมด พลังงานไม่พอทำให้กระดูกเสื่อม ทำให้หมอนรองกระดูกทรุดและกดทับได้ สังเกตได้ว่าคนสูงวัยที่มีปัญหาฮอร์โมนเมลาโทนินหมดทำให้นอนไม่หลับ จึงส่งผลต่อกระดูกเกือบทุกคน
- ความเครียด การเกิดความเครียดส่งผลให้ร่างกายเกิดกรด ทานอาหารไม่ลง นอนไม่หลับ ทำให้เมื่อยตึง เลือดข้น การไหลเวียนไม่ดีส่งผลให้ปวดตึงคอ บ่า ไหล่ ลงมาสะบักและเอว จากนั้นจะทำให้กระดูกเสื่อม ส่งผลให้เกิดการกดทับของหมอนรองกระดูกได้
- เกิดจากอุบัติเหตุ เช่น หกล้ม ตกจากที่สูง ขับรถตกหลุม โดนรถชนท้าย ทำให้เกิดแรงกระแทกส่งผลให้กระดูกสันหลังเคลื่อนและกดทับเส้นประสาทได้
- ปัจจัยก่อโรคจากภายนอก เช่น การอาศัยอยู่บริเวณที่มีความชื้นสูงเป็นเวลานาน หรือขณะเหงื่อออกแล้วถูกลม หรือสวมเสื้อผ้าบางเกินไป หรือตากฝน สาเหตุเหล่านี้ทำให้ลม ความเย็น ความชื้น ความร้อนเข้ามาภายในร่างกาย ส่งผลให้เกิดความผิดปกติขึ้น โดยปัจจัยเหล่านี้เข้ามาทำให้เกิดการติดขัดไหลเวียนไม่คล่องของชี่และเลือด แล้วก่อให้เกิดอาการปวด ซึ่งปัจจัยภายนอกที่พบได้บ่อย คือ ความชื้น หรือร้อนชื้น
- ปัจจัยก่อโรคจากภายใน เช่น ผู้สูงอายุหรือผู้ที่ร่างกายพร่องอ่อนแอแต่กำเนิด ผู้ที่ตรากตรำทำงานมากเกินไป หรือผู้ที่มีการเจ็บป่วยเรื้อรังมานาน หรือจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสม ซึ่งสาเหตุเหล่านี้ทำให้สารจำเป็น(精)ของไตพร่อง ทำให้เส้นเลือด เส้นเอ็น รวมถึงกล้ามเนื้อบริเวณเอวขาดการบำรุงเลี้ยงที่เพียงพอ จึงก่อให้เกิดอาการปวดเมื่อยเอว เข่าอ่อน
การบำบัดรักษาทางการแพทย์แผนจีน
สยามแพทย์แผนจีนคลินิกทำการรักษาโรคหมอนรองกระดูกส่วนเอวทับเส้นประสาท ตามแต่ละกลุ่มอาการของโรคโดยวิธีดังนี้
- ฝังเข็มตามเส้นลมปราณ เพื่อช่วยรักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว คลายกล้ามเนื้อที่ปวด ตึง เกร็ง กระตุ้นเส้นประสาท คลายการกดทับ สลายเลือดคั่ง กระตุ้นการหมุนเวียนของเลือดและลมปราณ รักษาอาการปวดเอวชาร้าวลงขา
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) เพื่อช่วยรักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว คลายกล้ามเนื้อ สลายเลือดคั่ง เพิ่มการหมุนเวียนของเลือดและลมปราณ รักษาอาการปวดเอวชาร้าวลงขา บำรุงอวัยวะที่บกพร่องอันเป็นต้นเหตุของโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท
- การนวดปรับสมดุลกระดูก นวดหรือตอกเส้นบริเวณกล้ามเนื้อข้างแนวกระดูกสันหลัง เพื่อคลายกล้ามเนื้อ จัดเรียงกระดูกให้กลับเข้าสู่ตำแหน่งที่ถูกต้อง เพื่อลดการกดทับเส้นประสาท รักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว
- การครอบแก้วปล่อยเลือด บริเวณหมอนรองกระดูกสันหลังส่วนเอวที่มีปัญหา หรือบริเวณกล้ามเนื้อช่วงเอว สะโพก ขาที่มีอาการปวด เพื่อเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดและเส้นประสาท สลายเลือดคั่ง ลดอาการปวดเอวร้าวลงสะโพกลงขา รักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทบริเวณเอว

คำแนะนำของแพทย์แผนจีน
- ไม่ควรก้มหลังเพื่อยกของ เพราะการก้มหลังยกของจะทำให้เกิดแรงกดทับช่วงเอวและหลัง แนะนำให้นั่งยองยกของเพราะแรงตกกระทบจะลงที่ขามากกว่าเอวและหลัง ให้พยายามรักษาส่วนโค้งของหลังให้คงอยู่ในขณะที่ยกของให้งอสะโพก
- เปลี่ยนอิริยาบถทุก 45 นาที หลีกเลี่ยงการนั่ง ยืน เดิน และการอยู่ท่าเดิมซ้ำเป็นระยะเวลานานๆ
- ลดน้ำหนัก ให้สมดุลกับร่างกาย
- ปรับท่าทางการนั่งให้ถูกต้อง ควรนั่งหลังตรง รวมไปถึงปรับอุปกรณ์ในออฟฟิศให้เหมาะกับสรีระ ไม่ว่าจะเป็นเก้าอี้หรือการจัดวางคอมพิวเตอร์ล้วนมีผลต่อท่านั่ง ควรปรับองศาให้พอดี ไม่รู้สึกว่าต้องยกตัวหรือโน้มตัวจนเกินไปเวลาทำงาน เวลานั่งเท้าต้องวางบนพื้นได้พอดี หากไม่ถึงควรมีที่รองเท้ามาช่วยเสริม
- ยืดเส้นยืดสายให้บ่อย เพราะอาการป่วยของโรคเหล่านี้เกิดจากการอยู่ในท่าเดิมนานๆ จึงควรพักทุก 1 ชั่วโมง ขณะพักควรลุกขึ้นขยับร่างกายและยืดกล้ามเนื้อ เพื่อไม่ให้กล้ามเนื้อตึงเกินไปจนเกิดอาการปวด
- ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยเพิ่มความแข็งแรง ความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ ไม่ควรเล่นกีฬาที่เอ็กซ์ตรีมมากจนเกินไป เพราะการบิดตัวอย่างรวดเร็ว กระทันหันมีส่วนทำให้หมอนรองกระดูกเกิดการเสื่อมได้รวดเร็วยิ่งขึ้น เสี่ยงเป็นโรคหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทได้
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำวันละ 2-3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆ ทั้งวัน
- หลีกเลี่ยงการบิดตัวเพื่อดัดเอว เพราะจะทําให้กระดูกเอวเกิดการกดทับมากขึ้น
อาหารช่วยบำรุงกระดูกและเส้นเอ็น
อาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกและเส้นเอ็น คลายกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับ ไต กระเพาะ ม้ามด้วย
ส่วนประกอบ
- ถั่วเขียว ประมาณ 100 กรัม
- ลูกเดือย ประมาณ 100 กรัม
- ขิงแก่ 3–4 แผ่นบางๆ
- น้ำสะอาด 2 ลิตร
วิธีทำ
- นำลูกเดือยมาล้างให้สะอาด โดยใส่เกลือลงไป ขัดๆถูๆ หลังจากนั้นล้างน้ำจนสะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 4-5 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนก็ได้เพื่อให้ลูกเดือยนิ่ม ทำให้ต้มสุกได้เร็วขึ้น
- นำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด แช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง
- เทน้ำใส่หม้อ ใส่ลูกเดือย ใส่ขิง ตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด หลังจากนั้นใส่ถั่วเขียวลงไป ต้มต่ออีกประมาณ 30 นาที หรือจนลูกเดือยและถั่วเขียวนิ่ม ถ้าบางคนชอบหวานก็สามารถใส่หล่อฮั้งก้วยหรือหญ้าหวานเพื่อเพิ่มความหวานจากธรรมชาติ
ท่าบริหารแก้อาการปวดเอว
ท่ายกสะโพกแก้ปวดเอว
- ชันเข่าขึ้น
- ยกก้นขึ้น-ลงในระดับที่ทำไหว ไม่ฝืนเกินไป ขึ้น-ลง ให้นับเป็น 1 ครั้ง ทำทั้งหมด 10 ครั้ง
- โยกขาไปทางซ้ายและขวา โยกลงเท่าที่ไหว ทำทั้งหมด 10 ครั้ง โดยลำตัวไม่เคลื่อนที่
การนวดท้องคลายปวดช่วงเอว
- นอนราบ (นอนหงายตัวตรง ขาตรง)
- กดจุดเทียนซู อยู่ห่างจากสะดือไป 2 ชุ่น (หากกดลงไปแล้วพบว่ากล้ามเนื้อเป็นลำ แสดงว่ามีอาการปวดเอว) ให้กดขึ้น-ลงเป็นแนวเดียวกัน เพื่อคลายกล้ามเนื้อช่วงท้อง ทำทั้งสองข้าง 1-2 นาที
- นวดท้องคลายปวดวันละ 2-3 ครั้ง หรือเมื่อมีอาการปวดเอว
จุดเหว่ยจง (委中)
- ตำแหน่ง => อยู่ตรงกึ่งกลางของรอยพับหลังเข่า
- ข้อบ่งใช้ => กล้ามเนื้อขาหดเกร็ง (โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทที่เอวลงสะโพกร้าวลงขา และปวดเอวจากออฟฟิศซินโดรม) เหมาะกับผู้ที่มีอาการ ปวดบริเวณหลังและเอว ปวดขา ขาชาไม่มีแรง อัมพฤกษ์อัมพาต ปวดเข่า อาเจียน ท้องเสีย เจ็บลิ้นปี่ ลมชัก ปัสสาวะขัด ปัสสาวะรดที่นอน ไฟลามทุ่ง ผื่นคันเป็นน้ำเหลือง ฝีหนองที่เต้านม โรคเรื้อน เป็นไข้แต่ไม่มีเหงื่อ มาลาเรีย เลือดกำเดาไหล เจ็บคอ เหงื่อออกเอง เหงื่อออกกลางคืน
- วิธีนวดกดจุด => กดนวดคลึง กดค้าง หรือกดปล่อยๆ ครั้งละ 2-3 นาที ทั้ง 2 ข้าง
จุดไท่ซี
ตำแหน่ง => อยู่กึ่งกลางระหว่างเอ็นร้อยหวาย และตาตุ่มด้านใน
ข้อบ่งใช้ =>บำรุงไต ปวดเอว ปวดตามแนวกระดูกไขสันหลัง โรคปวดข้อ ปวดขา ปวดเอว ปลายเท้าเย็นและชา ขาเคลื่อนไหวได้ไม่ดี ส้นเท้าปวดบวม ปัสสาวะผิดปกติ ปวดศีรษะ หอบ หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก เสมหะเหนียว เจ็บคอ ปวดฟัน ใจสั่น เจ็บหัวใจ ประจำเดือนมาไม่ปกติ เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ นอนไม่หลับ
วิธีหาจุดไท่ซี :
วิธีนวดกดจุด => ให้นวดกดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
