ริดสีดวงทวาร

ริดสีดวงทวาร (HEMORRHOIDS)
อาการริดสีดวงทวารจัดเป็นอาการที่เกิดขึ้นบริเวณปลายของลำไส้ใหญ่หรือที่เรียกว่าทวารหนัก โดยอาการจะมีติ่งก้อนบริเวณทวารหนักซึ่งก้อนนี้มักจะสร้างความเจ็บปวด ทำให้การเดิน การนั่ง หรือแม้กระทั่งการขับถ่ายจะเกิดความเจ็บปวด ทำให้การใช้ชีวิตยากลำบากเป็นอย่างมาก ดังนั้นอาการริดสีดวงทวารจึงเป็นอาการที่ไม่ควรมองข้าม เพราะในระยะยาวอาจทำให้เกิดเป็นเนื้อร้ายได้
ลักษณะอาการของโรคริดสีดวงทวาร
อาการริดสีดวงทวารเป็นอาการที่เกิดการอักเสบจากการผิดปกติของระบบลำไส้และระบบขับถ่าย ทำให้เกิดการอักเสบติดเชื้อจนมีอาการโป่งพองของผนังลำไส้ตรงปลาย ทำให้เกิดเป็นก้อนบริเวณทวารหนัก ซึ่งก้อนนี้มีลักษณะนิ่มหรือแข็งตามอาการของผู้ป่วยแต่ละท่าน โดยทั่วไปอาการริดสีดวงทวารสามารถแบ่งได้เป็น 2 ชนิด
- ริดสีดวงภายใน เกิดขึ้นจากเนื้อเยื่อทวารหนักที่อยู่สูงกว่าระดับหูรูดทวารหนักเกิดการโป่งพองแตกมีเลือดออก และไม่ส่งผลให้เกิดอาการเจ็บปวดใดๆ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีเส้นประสาทที่รับความรู้สึกน้อยมาก แบ่งตามความรุนแรงเป็น 4 ระยะ ได้แก่
- ระยะที่ 1 มีเส้นเลือดดำโป่งพองในทวารหนักเวลาเบ่งถ่ายอุจจาระจะมีเลือดไหลออกมาด้วย ถ้าท้องผูกเลือดจะออกมากยิ่งขึ้น
- ระยะที่ 2 อาการมากขึ้น หัวริดสีดวงทวารโตมากขึ้นเริ่มโผล่ออกมาพ้นทวารหนักแล้วพอควร เวลาเบ่งอุจจาระจะออกมาให้เห็นมากขึ้น แต่เวลาถ่ายอุจจาระเสร็จแล้วจะหดกลับเข้าไปภายในทวารหนักได้เอง
- ระยะที่ 3 อาการรุนแรงมากยิ่งขึ้นเวลาถ่ายอุจจาระหัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากกว่าเดิม หรือเวลาจาม ไอ ยกสิ่งของหนักๆ ทำให้เกิดความเกร็งของกล้ามเนื้อบริเวณช่วงท้อง เป็นผลให้หัวริดสีดวงทวารออกมาข้างนอกทวารหนักแล้วก็กลับเข้าที่เดิมไม่ได้ ต้องเอานิ้วมือดัน เข้าไปถึงจะเข้าไปอยู่ภายในทวารหนักได้
- ระยะที่ 4 ริดสีดวงกำเริบมาก โตมากขึ้น มองเห็นได้จากภายนอกอย่างชัดเจน เกิดอาการบวม อักเสบ อาการแทรกซ้อน รุนแรงมาก มีเลือดออกมาเสมอ อาจมีน้ำเหลือง เมือกลื่น และอุจจาระก็ยังตามออกมาอีกด้วยทำให้เกิดความสกปรกและมีอาการเปียกชื้นอยู่ตลอดเวลา อาจเกิดอาการคันร่วมด้วย บางทีอาจเน่าและอักเสบมากยิ่งขึ้น การติดเชื้อโรคเป็นไปได้ง่าย และเมื่อเลือดออกมาเรื่อยๆ จะเกิดอาการซีด มีอาการอ่อนเพลีย น้ำหนักตัวลดลงจะเกิดอาการหน้ามืด
- ริดสีดวงภายนอก เกิดบริเวณทวารหนักส่วนล่างมีอาการนูนเป็นติ่งออกจากทวารหนัก ริดสีดวงชนิดนี้สามารถสังเกตเห็นง่ายกว่าริดสีดวงภายในและมีอาการเจ็บปวดจากประสาทรับความรู้สึก

สาเหตุของอาการริดสีดวงทวาร
อาการริดสีดวงทวารสามารถเกิดจากสาเหตุดังนี้
- เกิดจากทานอาหารที่มีกากใยน้อยหรือทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์มาก ทำให้อุจจาระมีความแข็งขับถ่ายยาก จึงควรทานอาหารที่มีกากใย เช่น ผัก ธัญพืชไม่ขัดขาว เม็ดแมงลัก เป็นต้น จะช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ทำการขับถ่าย และช่วยทำให้อุจจาระเกิดความนิ่มขับถ่ายง่ายโดยไม่จำเป็นต้องเบ่งแรง ดังนั้นการทานอาหารที่มีกากใยมากจะสามารถลดการเกิดริดสีดวงทวารได้
- เกิดจากการยืนนานหรือนั่งนาน ทำให้เกิดการกดทับหรือเกิดการอุดกั้นการไหลเวียนของเลือดบริเวณปากทวารหนัก เป็นผลให้เกิดเลือดคั่งบริเวณปากทวารหนักจนเกิดเป็นก้อนขึ้นมา
- เกิดจากการไม่ค่อยขับถ่ายหรือไม่ได้ขับถ่ายทุกวัน จะเกิดผลที่ตามมาคืออุจจาระเกิดความแข็งกว่าปกติ ยิ่งไม่ถ่ายนานอุจจาระจะยิ่งแข็ง เมื่อทำการขับถ่ายอุจจาระที่แข็งจะเกิดการเสียดสีของปากทวารหนักกับอุจจาระจนทำให้เกิดแผล เป็นผลให้เกิดการอักเสบจนเกิดอาการริดสีดวงทวารได้
- การเบ่งอุจจาระแรง ทำให้เกิดการเสียดสีของอุจจาระกับปากทวารหนักจนเกิดอาการอักเสบ เป็นผลให้เกิดอาการริดสีดวงทวารได้
- เกิดจากการดื่มน้ำน้อย ทำให้อุจจาระเกิดความแข็งหากเสียดสีกับปากทวารหนักก็ย่อมทำให้เกิดอาการริดสีดวงทวารได้
- เกิดจากสาเหตุอื่น เช่น การตั้งครรภ์ การเกิดโรคแทรกซ้อน ภาวะท้องผูกเรื้อรัง การเป็นโรคไอเรื้อรัง เป็นต้น ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอาการริดสีดวงทวารได้




ภาวะแทรกซ้อน
- เลือดออก อาจจะทำให้เกิดภาวะโลหิตจาง หรือภาวะขาดเลือดจนความดันโลหิตต่ำ ซึ่งจะส่งผลให้ผู้ป่วยมีอาการอ่อนเพลียได้
- ลิ่มเลือดอุดตันในหัวริดสีดวงทวาร ติ่งเนื้อริดสีดวงเป็นก้อนเพราะมีก้อนเลือดอุดตันจับตัวกันเป็นก้อนอยู่ภายใน จึงทำให้ผู้ป่วยมีอาการเจ็บปวด
- การบีบรัดของรูหูดทวารหนัก ทำให้เกิดภาวะขาดเลือดในหัวริดสีดวง เมื่อติ่งเนื้อไม่มีเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นจะทำให้เกิดภาวะขาดเลือดและเกิดการหดตัวของหูรูดทวารหนักจนเกิดอาการบวม อักเสบ และเน่ามีกลิ่นเหม็น
การวินิจฉัยอาการริดสีดวงทวารทางการแพทย์แผนจีน
- กลุ่มลมร้อนมากระทบลำไส้ทำให้ลำไส้เกิดความร้อนจนแห้ง (风热肠燥症)
- อาการทางคลินิก : อุจจาระมีเลือดปน มีหยดเลือดหรือละอองเลือดออกมากับอุจจาระ เลือดมีสีแดงสด ท้องผูก ถ่ายแข็ง อุจจาระแห้ง หรือมีอาการคันที่รูทวารหนัก
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเร็ว
- กลุ่มความชื้นความร้อนไหลลงสู่ส่วนล่าง (湿热下注证)
- อาการทางคลินิก : อุจจาระเป็นเลือดสีแดงสดปริมาณมาก ริดสีดวงบวมโผล่ออกมาจากรูทวาร และสามารถหดกลับเข้าไปได้เอง แสบร้อนที่รูทวาร
- ลักษณะลิ้น : ฝ้าเหลืองเหนียว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงเร็ว
- กลุ่มลมปราณติดขัดเลือดคั่ง (气滞血瘀证)
- อาการทางคลินิก : ริดสีดวงบวมโผล่ออกมาจากรูทวาร แน่น เจ็บปวด มีลิ่มเลือด มีการบวม ปวดอย่างชัดเจน
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงฝ้าขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงละเอียดฝืด
- กลุ่มม้ามพร่องลมปราณจมลงล่าง (脾虚气陷证)
- อาการทางคลินิก : มีอาการรุนแรงมากขึ้นเวลาถ่ายอุจจาระ หัวริดสีดวงทวารจะโผล่ออกมามากกว่าเดิม หรือเวลาจาม เวลาไอ เมื่อยกสิ่งของหนัก หรือเกิดความเกร็ง จากปัจจัยที่กล่าวมาทำให้หัวริดสีดวงทวารออกมาข้างนอกทวารหนักแล้วก็กลับเข้าที่เดิมไม่ได้ ต้องเอานิ้วมือดันเข้าไปจึงจะเข้าไปอยู่ภายในทวารหนักได้ อุจจาระสีแดงสดหรือสีซีด มึนหัว หายใจสั้น สีหน้าไม่มีชีวิตชีวา เหงื่อออกเอง อุจจาระเหลว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด ฝ้าบางขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรละเอียดอ่อนแอ

การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน
สยามแพทย์แผนจีนคลินิกทำการรักษาอาการริดสีดวงทวารด้วยวิธีการดังนี้
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- อาการริดสีดวงทวารตามกลุ่มอาการลมร้อนมากระทบลำไส้ทำให้ลำไส้เกิดความร้อนจนแห้ง ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณขจัดร้อน ทำให้เลือดเย็น ขจัดลม รักษาริดสีดวงทวาร
- อาการริดสีดวงทวารตามกลุ่มอาการความชื้นความร้อนไหลลงสู่ส่วนล่าง ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณขจัดร้อน ขจัดชื้น หยุดเลือด รักษาริดสีดวงทวาร
- ฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- อาการริดสีดวงทวารตามกลุ่มอาการลมปราณติดขัดเลือดคั่ง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณขจัดร้อนขจัดชื้น ขับเคลื่อนลมปราณ และเลือด รักษาริดสีดวงทวาร
- อาการริดสีดวงทวารตามกลุ่มอาการม้ามพร่องลมปราณจมลงล่าง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณบำรุงชี่ เสริมบำรุงหยาง ฉุดรั้งอวัยวะที่หย่อนขึ้น รักษาริดสีดวงทวาร

สมุนไพรและอาหารบรรเทาอาการริดสีดวงทวาร
- ว่านหางจระเข้ ในว่านหางจระเข้เป็นลักษณะวุ้น มีสรรพคุณช่วยในการระบาย และมีสรรพคุณในการช่วยสมานแผลด้วย ดังนั้นสามารถทานว่านหางจระเข้เพื่อให้เกิดการระบายได้ หรือเหน็บในช่องทวารคล้ายยาเหน็บเพื่อสมานแผลบริเวณปากทวารหนัก ข้อควรระวัง ให้ล้างยางเมือกสีเหลืองออกให้หมดเพราะยางนี้มีผลทำให้แพ้ได้
- เม็ดแมงลัก มีสรรพคุณเป็นยาระบาย ช่วยกระตุ้นให้เกิดการขับถ่ายและทำให้อุจจาระอ่อนนุ่ม ให้นำเม็ดแมงลักแช่น้ำจนพองตัวดื่มวันละ 1-3 แก้ว ข้อควรระวัง ให้แช่เม็ดแมงลักจนเม็ดแมงลักพองตัวจนสุดก่อนรับประทาน
- เพชรสังฆาต เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณลดการอักเสบ ช่วยสมานแผล ทำให้ช่วยลดก้อนริดสีดวงทวารบริเวณทวารหนักได้อย่างดี สามารถทานสดครั้งละ 1 ปล้อง หรือชงเป็นน้ำชาดื่มก็ได้
- ธัญพืชเต็มเมล็ด ที่ไม่ผ่านการขัดสี เช่น โฮลวีท ข้าวกล้อง ข้าวบาร์เลย์ เพราะธัญพืชเหล่านี้อุดมไปด้วยรำข้าวและจมูกข้าวที่มีใยอาหารเป็นส่วนประกอบหลัก
- พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเขียว ถั่วลันเตา ถั่วดำ ถั่วเหลือง เป็นต้น ถือว่าเป็นอาหารที่ให้ใยอาหารมากถึง 1 ใน 3 ที่ร่างกายต้องการในแต่ละวัน นอกจากนี้ยังมีแคลอรี่ต่ำ
- ผักตระกูลกะหล่ำต่างๆ เช่น บรอกโคลี กะหล่ำดอก ผักกาดขาว คะน้า เป็นต้น ผักเหล่านี้เป็นแหล่งสำคัญของใยอาหารที่ช่วยขับถ่ายและเพิ่มการทำงานของระบบย่อยอาหารได้ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติต่อต้านมะเร็งอีกด้วย
- พืชจำพวกหัวต่างๆ เช่น มันเทศ หัวไชเท้า แครอท มันฝรั่ง พืชเหล่านี้อุดมไปด้วยใยอาหารที่ดีต่อระบบทางเดินอาหาร ช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น
- โยเกิร์ต ซึ่งอุดมไปด้วยแบคทีเรียชนิดดีต่อลำไส้ มีหน้าที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการกระตุ้นการขับถ่าย
- ลูกพรุน มีสรรพคุณช่วยระบาย ช่วยให้อุจจาระนิ่ม ขับถ่ายได้ง่ายขึ้น




อาหารที่ควรหลีกเลี่ยง
- เนื้อแปรรูป เช่น ไส้กรอก แฮม เบคอน เนื่องจากมีใยอาหารน้อยและโซเดียมสูง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดอาการท้องผูกที่นำไปสู่โรคริดสีดวง
- อาหารจำพวกแป้งขัดสี แป้งที่ขัดสีแล้วจะไม่มีส่วนของรำและจมูกข้าวในเมล็ดธัญพืชที่เป็นส่วนสำคัญของใยอาหาร
- เนื้อแดง เช่น เนื้อหมู เนื้อวัว เป็นอาหารย่อยยาก ดังนั้นผู้ที่เป็นริดสีดวงทวารอยู่ควรเลี่ยงเนื้อแดงเพราะอาจทำให้ท้องผูกได้
- อาหารรสจัด ทำให้เกิดอาการระคายเคืองในกระเพาะอาหารและมีผลต่อระบบลำไส้
- อาหารหมักดอง ไม่ว่าจะเป็น ผักดอง ผลไม้ดอง ปลาร้า เพราะอาหารเหล่านี้เป็นตัวกระตุ้นริดสีดวง
- ผักและผลไม้บางชนิดที่มีฤทธิ์ร้อน เช่น สะตอ ชะอม กระถิน ทุเรียน ละมุด ส่งผลให้ริดสีดวงอักเสบ
- อาหารทอด ทำให้ย่อยยากและอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำ ส่งผลให้ความดันในเลือดสูงและมีผลต่อริดสีดวง




คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- ควรทานอาหารที่มีกากใยสูง เช่น ผัก ผลไม้ เพื่อป้องกันไม่ให้อุจจาระแข็งตัว
- ควรถ่ายอุจจาระให้เป็นเวลา และไม่ควรเบ่งอุจจาระแรงเกินไป
- หลีกเลี่ยงการนั่ง หรือยืนเป็นเวลานานเพื่อไม่ให้เกิดการกดทับบริเวณทวารหนัก
- หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
- หลีกเลี่ยงการทานอาหารรสจัด
- ควรดื่มน้ำให้มากเพื่อป้องกันอุจจาระเกิดการแข็งตัว ควรดื่มให้ได้วันละ 3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆ ทั้งวัน
- ตอนเช้าหลังตื่นนอนแล้วดื่มน้ำอุ่น 1 แก้วจะกระตุ้นการเคลื่อนไหวของกระเพาะและลำไส้
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพราะจะช่วยเพิ่มการกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ทำให้ถ่ายอุจจาระได้ง่าย