ไอร้อยวัน

ไอร้อยวัน ( 百日咳 )
อาการไอจัดเป็นอาการทางระบบ หู คอ จมูก เป็นอาการที่ร่างกายเกิดอาการระคายคอ โดยเฉพาะเวลาที่มีการพูดหรือมีการหายใจแรง การไอจัดเป็นกลไกที่ช่วยบรรเทาอาการระคายคอตามธรรมชาติของร่างกาย อาการไอจัดเป็นอาการที่สร้างความลำบากในการใช้ชีวิต และทำให้เสียบุคลิกภาพ ดังนั้นอาการไอจึงเป็นอาการที่ไม่ควรปล่อยให้เป็นระยะยาว
ลักษณะอาการของโรค
อาการไอร้อยวันทางการแพทย์แผนตะวันตกเรียกว่าโรคหลอดลมอักเสบเฉียบพลัน เป็นการอักเสบของหลอดลมอย่างรวดเร็ว โดยมากมักจะมีอาการหลังจากการเป็นโรคในระบบทางเดินหายใจ เช่น โรคหวัด อาการเจ็บคอ เป็นต้น สาเหตุโดยส่วนใหญ่มักจะเกิดจากเชื้อไวรัส มีส่วนน้อยที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย โดยผู้ป่วยจะมีอาการที่สำคัญคือ ไอมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอากาศเย็น เวลาไอมักจะไอต่อเนื่องเป็นระยะเวลาหนึ่ง หรือเป็นชุดยาวๆ บางคนอาจไอจนตัวงอ ไอจนเจ็บชายโครง หรือในบางคนอาจมีอาการไอจนมีปัสสาวะเล็ด
ในช่วงแรกๆของการไออาจมีอาการไอแห้ง แต่หลังจากนั้นมักจะมีเสมหะออกมา ลักษณะเสมหะอาจเป็นสีขาวใสหรือขาวข้นเหมือนแป้งเปียก หากเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เซลล์เยื่อบุหลอดลมหลุดลอกเป็นจำนวนมากอาจมีเสมหะสีเขียวหรือสีเหลือง

กลไกการเกิดโรค
อาการไอร้อยวันเกิดจากการที่ร่างกายพยายามขับเสมหะ ซึ่งเสมหะเกิดจากการที่ร่างกายเกิดการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรีย เสมหะเป็นกลไกในการขจัดเชื้อโรคในร่างกาย ซึ่งเสมหะมักจะออกมาจากเยื่อบุหลอดลม โดยเสมหะเหล่านี้มักจะมีปริมาณมากเนื่องจากร่างกายทำการขับเชื้อโรคในร่างกายออกมา ซึ่งแม้ว่าร่างกายจะทำลายเชื้อโรคลงหมดแล้ว แต่ร่างกายจะยังทำการขับเสมหะที่ยังคงมีอยู่ ซึ่งเสมหะเหล่านี้เป็นสาเหตุของอาการไอเรื้อรังเมื่อการอักเสบลดลงอาการไอก็จะลดลง โดยส่วนใหญ่จะใช้เวลานานอาจนานถึง 100 วัน โรคนี้สามารถเกิดได้กับบุคคลทั่วไป ส่วนในเด็กทารกอายุต่ำกว่า 1 ปีเป็นระยะที่อันตรายมาก เนื่องจากอาจเกิดความผิดปกติที่สมองทำให้ชักและหยุดหายใจได้
อาการโดยทั่วไปจะมีการไอประมาณหนึ่งเดือนครึ่งถึงสองเดือนครึ่ง แต่ถ้ามีโรคของทางเดินหายใจแทรกเข้ามา เช่น หลอดลมอักเสบหรือปอดอักเสบอาจจะมีการไอต่อไปอีก 1-2 เดือน แต่ในบางกรณีอาจมีอาการไอต่อเนื่องขึ้นเป็นระยะเวลานานโดยที่ไม่ได้มีอาการจากหวัดเลย ในทางแพทย์แผนจีนจึงเรียกอาการนี้ว่า "ไอร้อยวัน"
สาเหตุของอาการไอร้อยวัน และอาการของโรคในทางการแพทย์แผนจีน
ระยะที่หนึ่ง ส่วนใหญ่จะมีอาการไอประมาณ 1-2 สัปดาห์
- เกิดจากลมหนาว
- อาการทางคลินิก : เกิดจากร่างกายถูกลมหนาวมากระทบ ทำให้การกระจายลมปราณของปอดแย่ลง เกิดเสมหะคั่งค้างภายในไปอุดกั้นหลอดลม ทำให้เกิดอาการไอขึ้นมา จะมีอาการเป็นหวัด ไอ มีเสมหะสีขาวใส
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด ฝ้าขาวลื่น
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลอย
- เกิดจากลมร้อน
- อาการทางคลินิก : เกิดจากร่างกายถูกลมร้อนมากระทบ หรืออาจเกิดจากความเย็นเข้ามาในร่างกายนานวันเข้าแปรเปลี่ยนไปเป็นความร้อน อุดกั้นที่ปอด เกิดเสมหะข้นเหนียวขึ้นมา ความร้อนที่เกิดขึ้นนั้นจะไปเผาสารน้ำในร่างกาย ปอดเป็นอวัยวะที่ต้องการความชุ่มชื้น จึงทำงานได้ไม่ดี จึงเกิดอาการไอขึ้นมา จะมีอาการเป็นหวัด ไอ มีเสมหะข้นเหนียว ไอจนอยากอาเจียน หน้าแดง ปากแดง ถ่ายแห้ง
- ลักษณะลิ้น : ปลายลิ้นแดง ฝ้าเหลืองบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลอยเร็ว
ระยะที่สอง หรือระยะรุนแรง จะมีระยะเวลาไอประมาณ 2-6 สัปดาห์
- เกิดจากเสมหะร้อน
- อาการทางคลินิก : เกิดจากมีเสมหะร้อนไปอุดกั้นหลอดลมและเส้นลมปราณปอด จะมีอาการ ไออย่างรุนแรงเป็นชุด กลางวันอาการไอเบากลางคืนจะไอหนัก เสียงไอดัง เสมหะเหนียวข้น ขับออกยาก ไอจนอาเจียน หน้าบวม ตา ฟัน จมูกมีเลือดออกหรือมีเสมหะที่มีเลือดปน จิตใจว้าวุ่นนอนไม่หลับ คอแห้งปากแห้ง ปัสสาวะเหลือง ถ่ายแห้งแข็ง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองหนา
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเร็วมีแรง
- จากเสมหะชื้น
- อาการทางคลินิก : เกิดจากมีเสมหะเหนียวข้นอุดกั้นปอด อาการพื้นฐานมีสาเหตุเกี่ยวข้องกับอาการเสมหะร้อนด้านบน แต่จะมีพื้นฐานร่างกายที่มีม้ามพร่องอยู่แล้ว ดังนั้นเหตุของโรคจึงอยู่ที่มีเสมหะชื้น จะมีอาการไออย่างหนัก แต่ไม่เท่าจากสาเหตุเสมหะร้อน ไอเป็นชุด เสียงไอจะเบา เสมหะจะค่อนข้างใส หน้าจะค่อนข้างเหลือง เปลือกตาบวม ถ่ายเหลว เบื่ออาหาร
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด ฝ้าขาวลื่น
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรคล้ายมีแรง
ระยะที่สาม ระยะฟื้นฟู อาการไอจะค่อยๆทุเลา และหายไปในเวลา 6-10 สัปดาห์ หรือยังคงมีอาการไอเบาๆ ไอแห้งอยู่เป็นเวลานานหลายสัปดาห์
- อินปอดพร่อง
- อาการทางคลินิก : เกิดจากไอมานานทำร้ายปอด อินของปอดไม่พอจึงเกิดเป็นความร้อนขึ้นมา จะมีอาการไอเสียงแหบแห้งไม่มีเสมหะหรือมีน้อยแต่เหนียว แก้มแดง จิตใจว้าวุ่น มีเหงื่อออกขณะหลับ นอนหลับไม่ดี ปากแดง คอแห้ง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นมีฝ้าแห้ง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเร็วละเอียด
- ลมปราณม้ามพร่อง
- อาการทางคลินิก : เกิดจากไอมานานทำร้ายปอด ลมปราณปอดไม่พอ ซึ่งโดยพื้นฐานมีร่างกายที่อ่อนแออยู่แล้ว จะมีอาการไอแบบไม่มีแรง มีเสมหะน้อยและใส หน้าขาว อ่อนแรง เหงื่อออกกลางวัน มือเท้าเย็น ทานอาหารได้น้อย แน่นท้อง ถ่ายเหลว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด ฝ้าบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลึกอ่อนแรง

การรักษาทางแพทย์แผนจีน
สยามแพทย์แผนจีนคลินิก ทำการรักษาอาการไอร้อยวันด้วยวิธีการดังนี้
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละอาการ เช่น
- อาการไอร้อยวันตามกลุ่มอาการเกิดจากลมหนาว ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณ ขจัดลม ขจัดความเย็น กระจายชี่ปอด ขับเสมหะ ระงับอาการไอ
- อาการไอร้อยวันตามกลุ่มอาการเกิดจากลมร้อน ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณ ขจัดลม ขจัดความร้อน กระจายชี่ปอด เพิ่มความชุ่มชื้นให้ปอด ระงับอาการไอ
- อาการไอร้อยวันตามกลุ่มอาการเกิดจากเสมหะร้อน ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณ ขจัดเสมหะ ขจัดความร้อน ระงับอาการไอ
- ฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- อาการไอร้อยวันตามกลุ่มอาการเกิดจากเสมหะชื้น ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ ขจัดเสมหะ บำรุงม้าม ขจัดความชื้น ระงับอาการไอ
- อาการไอร้อยวันตามกลุ่มอาการเกิดจากอินปอดพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ บำรุงอินของปอด ระงับอาการไอ
- อาการไอร้อยวันตามกลุ่มอาการเกิดจากลมปราณม้ามพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ บำรุงชี่ บำรุงกำลัง บำรุงปอด บำรุงม้าม ระงับอาการไอ

สมุนไพรแก้ไอ
- มะนาว มีสารสำคัญคือ citric acid มีฤทธิ์ลดไข้ ระงับความกระหายและมีวิตามินซีที่ช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน ซึ่งการใช้มะนาวสำหรับแก้ไออาจใช้โดยการฝานเป็นชิ้นบางๆหรือหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋าอมทิ้งไว้สักครู่แล้วเคี้ยวกลืน หรืออาจใช้มะนาวผสมน้ำผึ้งจิบไปเรื่อยๆก็ได้
- มะขามป้อม เป็นผลไม้ที่ทำให้ชุ่มคอและมีวิตามินซีสูง สามารถช่วยเสริมภูมิคุ้มกัน บรรเทาอาการไอ วิธีใช้นำผลสดคั้นเอาน้ำดื่ม หรือจิบเพื่อบรรเทาอาการระคายคอ
- ขิง มีสรรพคุณสร้างความอบอุ่น บรรเทาอาการไอ ให้นำขิงสด 60 กรัม ต้มกับน้ำ 3 แก้วจนขิงออกรสอาจใส่น้ำตาลเพื่อเพิ่มรสชาติ นำน้ำขิงที่ได้มาจิบหรือดื่ม หรือนำขิงไปประกอบอาหาร เช่น เห็ดหูหนูผัดขิง มันต้มขิง เป็นต้น
- มะแว้ง มีสรรพคุณแก้ไอ ขับเสมหะ แก้น้ำลายเหนียว ทำให้ชุ่มคอ ให้นำมะแว้ง 4-10 ผล โขลกพอแหลกคั้นเอาน้ำใส่เกลือลงไปเล็กน้อยจิบบ่อยๆเพื่อให้ชุ่มคอ




การกดจุดแก้ไอ
- จุดเซ่าซาง จุดนี้อยู่บริเวณโคนเล็บนิ้วโป้งฝั่งด้านนอกของทั้ง 2 มือ ใช้การนวดกดจุดบ่อย ๆ หรือใช้เข็มเย็บผ้าปลายแหลมทำความสะอาดด้วยแอลกอฮอล์แทงไปยังบริเวณจุดเซ่าซางปล่อยเลือดออกมา 2 - 3 หยด จะช่วยลดอาการไอ
- จุดฉื่อเจ๋อ จุดนี้อยู่ตรงรอยพับข้อศอกแขนด้านนอก จุดนี้อยู่ตรงข้อพับฝั่งนิ้วโป้ง ให้นวดบ่อย ๆ จะทำให้อาการไอลดลง เพราะจุดนี้เป็นจุดของเส้นลมปราณปอด ทำให้เกิดการหมุนเวียน เป็นผลให้อาการไอลดลง
- จุดเฟ่ยซู จุดนี้อยู่บริเวณกระดูกไขสันหลังข้อที่ 3 (ตามรูป) ให้ทำการกดจุดเฟ่ยซู และบริเวณใกล้เคียง ซึ่งจุดเฟ่ยซูเป็นจุดฝังเข็มของอวัยวะปอด การกดจุดนี้จะช่วยให้อาการไอลดลง
คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- ควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องหรือน้ำอุ่นวันละ 2-3 ลิตร โดยใช้การจิบทุกๆ 10-15 นาที
- ควรนอนให้เร็ว ไม่ควรนอนดึก ควรนอนก่อน 22:00 น.
- งดทานอาหาร มัน ทอด ปิ้ง ย่าง เพราะอาหารเหล่านี้จะทำให้อาการไอเพิ่มขึ้น
- ผ่อนคลาย ลดเครียด เพื่อให้ร่างกายเกิดการผ่อนคลายขจัดสารพิษได้ดีขึ้น
- ไม่ควรทานของเย็น เนื่องจากของเย็น เช่น น้ำแข็ง ไอศกรีมจะทำให้อาการไอเพิ่มขึ้น
- ไม่ทานอาหารที่ก่อให้เกิดอาการระคายคอ เช่น ถั่ว ขนมกรุบกรอบ จะทำให้อาการไอเพิ่มขึ้น
- ควรงดสูบบุหรี่
นวดกดจุดลดอาการไอร้อยวัน
จุดเหอกู่ 合谷穴
- ตำแหน่ง => อยู่บริเวณง่ามนิ้วโป้งและนิ้วชี้ทั้งสองข้าง ให้กางนิ้วโป้งออก ใช้ขอบของข้อบนสุดของนิ้วโป้งอีกข้างวางทาบบนง่ามระหว่างนิ้วโป้งและนิ้วชี้ ตรงปลายนิ้วโป้งจะตรงกับ
- จุดนี้พอดีรักษาอาการ => ไอ ปวดศีรษะ ไมเกรน เป็นไข้ หนาวๆ ร้อนๆ ตาบวม ตาแดง หูอื้อ หูตึง เลือดกำเดาไหล หน้าเบี้ยวปากเบี้ยว ประจำเดือนไม่มา ประจำเดือนมาน้อย ปวดมือ ปวดแขน ปวดนิ้ว นิ้วล็อก และเนื่องจากจุดนี้เป็นจุดที่อยู่บนเส้นลมปราณลำไส้ใหญ่ จึงสามารถปรับระบบขับถ่ายให้เป็นปกติ รักษาอาการท้องผูกหรือท้องเสียได้
- วิธีนวดกดจุด => กดนวดคลึง 1-2 นาที วันละ 2-3 ครั้ง ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตื้อๆ ตึงๆ (คนท้องห้ามกดหรือฝังเข็มที่จุดนี้)