กระดูกคอเสื่อม
กระดูกคอเสื่อม1

กระดูกคอเสื่อม หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทคอ (Cervical Spondylosis)

โรคกระดูกคอเสื่อม

    เป็นโรคที่พบได้มากในปัจจุบัน เมื่ออายุมากขึ้นข้อต่อต่างๆ ย่อมมีการเปลี่ยนแปลงลักษณะโครงสร้าง เช่น มีการเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังบริเวณคอ หมอนรองกระดูกคอยุบ จึงเกิดการเสียดสีกันของกระดูก ทำให้ร่างกายตอบสนองโดยการสร้างหินปูน (Osteophytes) ซึ่งหินปูนถ้ายื่นไปด้านหลังอาจทำให้ช่องที่เส้นประสาทรอดผ่านแคบลง จนมีการเบียดหรือกดทับเส้นประสาทไขสันหลังได้ หรือถ้ายื่นออกไปด้านข้างก็จะทำให้เกิดการกดทับรากประสาทของเส้นประสาทไขสันหลังได้ ซึ่งเป็นกระบวนการที่ค่อยๆ เกิดขึ้นทีละน้อย โดยผู้ป่วยอาจมีอาการปวดเมื่อยต้นคอเป็นครั้งคราวหรือเรื้อรัง บางครั้งอาจปวดนานเป็นเดือนแล้วค่อยทุเลา หรือบางรายอาจเป็นมากจนถึงขั้นมีการกดทับของรากประสาทหรือไขสันหลัง ผู้ป่วยจะมีอาการปวดต้นคอ มีอาการปวดร้าว เสียวๆแปล๊บๆ มีอาการชาลงมาที่ไหล่ แขน มือ และอาจมีการอ่อนแรงร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นเพียงข้างใดข้างหนึ่งหรือเป็นทั้งสองข้าง อาการปวดที่เกิดขึ้นมักจะเป็นมากเมื่อมีการเคลื่อนไหว หันคอ เอี้ยวคอ หรือก้มเงยศีรษะ 

โครงสร้างกระดูกคอและหน้าที่

    กระดูกสันหลังส่วนคอนั้นประกอบด้วยกระดูกอ่อนคั่นอยู่ หมอนรองกระดูกเป็นกระดูกอ่อนชนิดพิเศษจะมีความยืดหยุ่น สามารถทำให้คอมีความยืดหดหรือเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ ดังนั้นกระดูกคอมีหน้าที่สำคัญที่ทำให้ศีรษะสามารถเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ ตามที่เราต้องการ เช่น ก้มหรือเงยศีรษะ หันหน้าไปทางซ้ายหรือขวา หรือเอียงศีรษะไปทางซ้ายหรือขวา นอกจากนี้กระดูกคอยังทำหน้าที่แบกรับน้ำหนักศีรษะไว้ตลอดเวลา ซึ่งน้ำหนักของศีรษะและคอรวมกันประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว ภายในกระดูกคอจะมีประสาทไขสันหลังอยู่ซึ่งเป็นเส้นประสาทที่ไปทำให้เกิดการเคลื่อนไหว รับความรู้สึกของแขนและขา

902


อาการของโรคกระดูกคอเสื่อม

  • บางกรณีจะไม่มีอาการแสดง ซึ่งอาจมีอาการเมื่อยคอเล็กน้อยเป็นๆ หายๆ หากไม่ได้สังเกตก็อาจจะไม่ได้ทำการรักษา
  • มีอาการปวดคอเรื้อรัง เมื่อทานยาแก้ปวดอาการก็ดีขึ้น หลังหมดฤทธิ์ยาก็จะกลับมาปวดคออีก บางรายเวลาแหงนคอก็มีอาการปวดร้าวไปบริเวณสะบักหรือหัวไหล่

  • มีอาการปวดคอร้าวไปยังแขน เกิดจากกระดูกคอเริ่มมีการเสื่อมและเกิดการกดทับเส้นประสาท อาจจะมีอาการเหมือนมีไฟช็อตร้าวจากคอไปบริเวณข้อศอกหรือนิ้วมือ มีอาการเสียวแปล๊บ ต่อมาหากอาการเสียวแปล๊บดีขึ้นแต่จะยังมีความรู้สึกชาและปวดแขน แขนล้าไม่มีแรง
  • ไม่มีอาการปวดคอแต่รู้สึกปวดไหล่ร้าวไปข้อศอก มีอาการปวดล้าเมื่อย อาจมีอาการชาร่วมด้วยหรือไม่มีก็ได้
  • มีอาการเดินเซหรือแขนขาอ่อนแรงโดยไม่ปวดคอ (cervical  myelopathy) ถ้ามีการกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรงก็ทำให้เดินไม่ได้ หรือควบคุมการอุจจาระ ปัสสาวะไม่ได้


ปัจจัยที่ทำให้กระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้น

  • การสูบบุหรี่ เป็นปัจจัยทำให้เกิดการอุดตันของเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงกระดูกสันหลัง ทำให้ในระยะยาวกระดูกที่ได้รับเลือดหล่อเลี้ยงไม่เพียงพออาจเกิดความเสื่อมได้
  • เกิดจากการอยู่ในอิริยาบถและท่าที่ผิดลักษณะ เช่น การก้มคอเขียนหนังสือ หรือดูคอมพิวเตอร์นานๆ การนอนหนุนหมอนที่สูงมาก ทำให้คออยู่ในท่างอผิดปกติ ตลอดจนการนอนอ่านหนังสือ ดูทีวี หรือเงยคอทำงาน เช่น ช่างซ่อมช่วงล่างรถยนต์ ช่างทำฝ้าเพดาน ก็ทำให้คออยู่ในลักษณะแอ่นไปด้านหลังตลอดเวลา ถ้าหากมีการใช้ผิดลักษณะเรื้อรัง ก็สามารถทำให้กระดูกคอเสื่อมเร็วขึ้นได้
  • การเกิดอุบัติเหตุ เช่น อุบัติเหตุจากรถยนต์ หรือจักรยานยนต์ ทำให้กระดูกคอเกิดการกระแทก หรือกระดูกคอเกิดการเหวี่ยงอย่างรุนแรง อาจเกิดการฉีกขาดของหมอนรองกระดูก หรือเอ็นข้อต่อกระดูกได้
  • เกิดจากการเล่นกีฬาบางชนิด เช่น ฟุตบอลที่มีการโหม่งลูกฟุตบอล เล่นอเมริกันฟุตบอลทำให้เกิดการกระแทกบริเวณศีรษะหรือคอบ่อยๆ การเล่นโยคะบางท่า เช่น ท่าศีรษะวางบนพื้นเพื่อรับน้ำหนักตัว

91


การจำแนกกลุ่มการรักษาทางการแพทย์แผนจีน

กลุ่มอาการลมเย็นอุดกั้น (风寒痹阻证)

  • อาการทางคลินิก : นอนในบริเวณที่มีความชื้น หรือนอนตะแคงแล้วส่งผลให้มีอาการปวดคอและกระดูกสันหลัง มีอาการเมื่อยล้าที่หัวไหล่ เคลื่อนไหวคอลำบาก นอกจากนี้แขนและมืออาจรู้สึกเย็น ชา หรือหนัก โดยเฉพาะเมื่ออยู่ในที่ที่อากาศเย็นจะทำให้อาการปวดรุนแรงขึ้น 
    
  • ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีดฝ้าขาว 
    
  • ลักษณะชีพจร : ชีพจรแน่นตึง

กลุ่มอาการเลือดคั่งจากการบาดเจ็บ (劳伤血瘀证)

  • อาการทางคลินิก : หลังจากได้รับบาดเจ็บก็จะมีอาการปวดคอ ไหล่ แขน มือชา หากเหนื่อยล้าอาการจะรุนแรงขึ้น คอแข็งไม่สามารถก้มหรือหันได้ หรือมีอาการคออักเสบบวม เคลื่อนไหวคอลำบาก รู้สึกตึงรั้งช่วงเนินกล้ามเนื้อบริเวณบ่าทำให้ยกแขนขึ้นลงลำบาก และมีอาการปวดหัวไหล่ 
    
  • ลักษณะลิ้น : ลิ้นม่วงคล้ำมีจุดเลือดคั่ง 
    
  • ลักษณะชีพจร : ชีพจรฝืด 

กลุ่มอาการตับและไตพร่อง (肝肾亏虚证)

  • อาการทางคลินิก : มีอาการปวดคอ ไหล่ แขน แขนขาชาไม่มีแรง มึนศีรษะ หูมีเสียง ปวดเมื่อยเอวเข่าอ่อน น้ำกามเคลื่อนหรือประจำเดือนมาไม่ปกติ  
 
  • ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงฝ้าน้อย
    
  • ลักษณะชีพจร : ชีพจรเล็กอ่อนแอ


วิธีป้องกันและชะลอกระดูกคอเสื่อม

  • ควรเปลี่ยนท่าทางทุกๆชั่วโมง ไม่ควรอยู่ในท่าทางเดิมนานๆ เช่น นั่งก้มทำงานหน้าคอมพิวเตอร์ การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นเวลานานๆ     
  • ฝึกบริหารกล้ามเนื้อต้นคออย่างสม่ำเสมอ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณรอบๆคอ เช่น การบริหารด้วยการเก็บคาง เพื่อช่วยจัดแนวกระดูกคอไม่ให้ยื่นมาทางด้านหน้ามากเกินไป สร้างความสมดุลในการรับน้ำหนักของกล้ามเนื้อคอและกระดูกคอ โดยการเก็บคางให้แนวใบหูตรงกับแนวข้อไหล่ ไม่ก้มหน้า กระดูกคออยู่ในแนวตรง ให้ทำวันละ 5 รอบ รอบละ 10 ครั้ง
    
  • หลีกเลี่ยงการบิดหมุนคอหรือการสะบัดคอบ่อยๆ เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกคอเสื่อม หรือกระดูกคอเคลื่อน
    
  • หลีกเลี่ยงท่าทางที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บมากขึ้น เช่น ท่าเงยหรือแหงนคอ ท่าเอียงคอ หรือท่าหมุนศีรษะ หากเคลื่อนที่ไปข้างใดข้างหนึ่งแล้วมีอาการเจ็บร้าวมากขึ้นให้หลีกเลี่ยงการเอียงหรือหมุนศีรษะไปยังบริเวณนั้น
 
  • หลีกเลี่ยงอิริยาบถแหงนคอหรือก้มคอเป็นเวลานาน เช่นในการทำงานที่ต้องเงยคอ หรือการนอนคว่ำอ่านหนังสือ การนอนคว่ำดูโทรทัศน์ การเอียงศีรษะพูดคุยโทรศัพท์ เป็นต้น 
  • ไม่ควรนอนหมอนที่สูงหรือต่ำเกินไป ควรนอนให้หมอนหนุนศีรษะโดยมีส่วนรองรับใต้คอให้กระดูกคออยู่ในลักษณะปกติ
    
  • ใช้อุปกรณ์ช่วยพยุงคอ เพื่อช่วยลดการอักเสบ จะมีประโยชน์ในช่วงแรกเมื่อมีอาการปวด แต่ไม่ควรใส่เป็นเวลานานเพราะอาจก่อให้เกิดภาวะการฝ่อลีบของกล้ามเนื้อคอได้  ควรใช้เป็นระยะๆร่วมกับการบริหารกล้ามเนื้อคอ
    
  • พักผ่อนนอนราบ เพื่อให้กระดูกคอไม่ต้องแบกรับน้ำหนัก
    
  • ใช้กระเป๋าน้ำร้อน (Hot pack) ประคบบริเวณคอ 10-15 นาที
    
  • การนวดจับเส้น ไม่แนะนำในระยะปวดเฉียบพลัน เพราะจะทำให้อาการอักเสบมากยิ่งขึ้น

หยินหยาง1


การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน

สยามแพทย์แผนจีนคลินิกทำการรักษาอาการปวดต้นคอ กระดูกคอเสื่อม ตามแต่ละกลุ่มอาการของโรคโดยวิธีดังนี้ 

  • ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละอาการ เช่น
    • กลุ่มอาการลมเย็นอุดกั้น โดยใช้ยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการสลายความเย็น เพิ่มความอบอุ่น เพิ่มการไหลเวียน สลายการอุดกั้น รักษาอาการกระดูกคอเสื่อม รักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอ
  • ฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น 
    • กลุ่มอาการเลือดคั่งจากการบาดเจ็บ จะทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณในการสลายเลือดคั่ง เพิ่มการหมุนเวียน รักษาอาการบาดเจ็บ รักษาอาการกระดูกคอเสื่อม  รักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอ
    • กลุ่มอาการตับและไตพร่อง จะฝังเข็มตามจุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณในการบำรุงตับ บำรุงไต บำรุงเส้นเอ็นและกระดูก รักษาอาการกระดูกคอเสื่อม  รักษาอาการหมอนรองกระดูกทับเส้นประสาทส่วนคอ
  • การครอบแก้ว เพื่อคลายกล้ามเนื้อลดอาการปวดต้นคอ
  • การรมยา ในกลุ่มอาการที่มีความเย็น ความชื้น หรือเลือดลมไหลเวียนติดขัด เพื่อเพิ่มการหมุนเวียน ขับเย็น ขับชื้น ลดอาการปวด เพื่อรักษาอาการปวดต้นคอ
  • การนวดปรับสมดุลกระดูก เพื่อปรับกระดูกที่เคลื่อนให้เข้าที่ เพื่อรักษาอาการปวดต้นคอ 


คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน

  • ไม่ควรอยู่ในท่าที่ทำให้กระดูกคอคดงอนานๆ เช่น ก้มคอใช้โทรศัพท์มือถือ ท่าแหงนคอทำงาน 

  • นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอวันละ 6-8 ชั่วโมง ควรนอนก่อน 22.00 น.

  • ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2-3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆ ทั้งวัน

  • หลีกเลี่ยงการสะบัดคอ การดัดคอ การทําให้กระดูกคอลั่น ซึ่งการกระทำต่างๆ เหล่านี้ทําให้กระดูกคอเสื่อมมากขึ้น

  • ควรหนุนหมอนที่พอดีไม่สูงหรือต่ำเกินไปจนทําให้คออยู่ในท่าก้มหรือเงย

เข็มฝังเข็ม1

อาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกและเส้นเอ็น



คลายกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับ ไต กระเพาะ ม้ามด้วย

ส่วนประกอบ
    - ถั่วเขียว ประมาณ 100 กรัม
    - ลูกเดือย ประมาณ 100 กรัม
    - ขิงแก่ 3-4 แผ่นบางๆ
    - น้ำสะอาด 2 ลิตร

วิธีทำ
    - นำลูกเดือยมาล้างให้สะอาด โดยใส่เกลือลงไปและขัดถู หลังจากนั้นล้างน้ำจนสะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 4-5 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนก็ได้เพื่อให้ลูกเดือยนิ่มและต้มสุกได้เร็วขึ้น
    - นำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด แช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง
    - เทน้ำใส่หม้อ ใส่ลูกเดือย ใส่ขิง ตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด หลังจากนั้นใส่ถั่วเขียวลงไป ต้มต่ออีกประมาณ 30 นาที หรือจนลูกเดือยและถั่วเขียวนิ่ม ถ้าบางคนชอบหวานก็สามารถใส่หล่อฮั้งก้วยหรือหญ้าหวาน เพื่อเพิ่มความหวานจากธรรมชาติ 

จุดเฟิงฉือ (风池)

  • ตำแหน่ง => อยู่ตรงเหนือชายผมด้านหลังขึ้นไป 1 ชุ่น (1ชุ่น คือ วัดจากความกว้างของข้อแรกของนิ้วหัวแม่มือของผู้ป่วย) บริเวณใต้ฐานกระโหลกศีรษะ 
  • ข้อบ่งใช้ => เหมาะกับผู้ที่มีอาการปวดเกร็งท้ายทอยและบ่าไหล่ (ปวดคอบ่าไหล่จากออฟฟิศซินโดรม หรือหมอนรองกระดูกทับเส้นที่คอร้าวลงแขน) ปวดศีรษะ วิงเวียนศีรษะ ตาแดง ไซนัสอักเสบ เลือดกำเดาไหล หูมีเสียงดัง โรคทางจิตประสาท ลมชัก ไข้หวัด โรคเส้นเลือดสมอง โรคจากความร้อน คอหอยพอก
  • วิธีนวดกดจุด => เวลานวดใช้นิ้วหัวแม่มือ กดคลึงลงไปโดยหมุนเป็นวงกลม ประมาณ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง หรือนวดขณะที่มีอาการดังกล่าว ลองทำตามได้เลยนะค้าบบบ

จุดเจียนจิ่ง (肩井穴)

  • ตำแหน่ง => อยู่กึ่งกลางระหว่างจุดต้าจุย (กระดูกคอข้อที่ 7) กับปุ่มหัวไหล่ที่ยอดสูงสุดของไหล่
  • ข้อบ่งใช้ => ลดอาการปวดเกร็งท้ายทอย ปวดคอ บ่าไหล่ ปวดแขน อัมพาต เต้านมอักเสบ น้ำนมไม่ไหล
  • วิธีนวดกดจุด => นวดคลึงด้วยปลายนิ้วชี้ถึงนิ้วนางให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ  บริเวณตำแหน่งที่กด ครั้งละ 2-3 นาทีวันละ 2-3 ครั้ง 

หมายเหตุ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ความรุนแรงของโรค ระยะเวลาในการเป็น และปัจจัยอื่นๆ