สะอึก

สะอึก
อาการสะอึก จัดเป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน จัดเป็นอาการที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติโดยที่ร่างกายไม่สามารถคุมได้ โดยทั่วไปอาการที่เกิดขึ้นจะเกิดขึ้นหรือหายโดยไม่สามารถควบคุมได้ สาเหตุจะเกิดจากการที่กระบังลมและกล้ามเนื้อบริเวณใกล้เคียงโดนรบกวน ทำให้การทำงานของกล้ามเนื้อและกระบังลมไม่สัมพันธ์กัน ทำให้เกิดการหายใจที่ติดขัดผิดปกติ จนมีผลให้ฝากล่องเสียงทำงานไม่สอดประสานกับจังหวะหายใจ ทำให้เกิดอาการสะอึกขึ้นมา
อาการสะอึกเกิดได้ประมาณ 4-60 ครั้ง ต่อการสะอึกต่อ 1 นาที อาการสะอึกอาจเกิดโดยมีเพียงอาการสะอึกหรืออาจร่วมกับรู้สึกแน่นเล็กน้อยในบริเวณลำคอ หน้าอก ไหล่หรือช่องท้องนำก่อนการเกิดเสียงสะอึก โดยทั่วไปอาการสะอึกจะหายได้เองภายในระยะเวลาเป็นนาทีหรือเป็นชั่วโมง แต่เมื่อสะอึกติดต่อกันนานเกิน 2 วันขึ้นไปเรียกว่าสะอึกต่อเนื่อง (Persistent hiccup) หรือถ้านานเกินกว่า 2 เดือนเรียกว่าสะอึกที่ควบคุมรักษายาก (Intractable hiccup)
สาเหตุของอาการสะอึก
- สูบบุหรี่มากเกินไป เนื่องจากการสูบบุหรี่มีผลต่อปอดและกระบังลม การสูบบุหรี่เป็นระยะเวลานานจึงทำให้ปอดทำงานผิดปกติจนทำให้เกิดอาการสะอึกได้
- การดื่มเครื่องดื่มจำพวกน้ำอัดลมหรือเครื่องดื่มอัดแก๊ส เนื่องจากแก๊สในเครื่องดื่มเหล่านี้มีโอกาสทำให้เกิดการเรอ หรือเกิดการดันของลมในกระเพาะอาหารจนเป็นเหตุให้หายใจผิดจังหวะจนเกิดอาการสะอึกได้
- สาเหตุทางอารมณ์ เช่น เกิดความเครียด ตื่นเต้นหรือกลัว ซึ่งอารมณ์เหล่านี้ทำให้ร่างกายเกิดการผิดปกติได้ เช่น หายใจผิดจังหวะ หายใจติดขัด เกิดกรดหรือลมในกระเพาะอาหาร ซึ่งปัจจัยเหล่านี้มีผลให้เกิดการสะอึกได้

ปัจจัยที่มีผลทำให้เกิดการสะอึก
- เกิดจากการกลืนอากาศมากเกินไป อาจเกิดได้จากการเคี้ยวหมากฝรั่ง เคี้ยวอาหาร หรือทานอาหารเร็วเกินไปทำให้อากาศเข้าไปในปอดผิดจังหวะจนเกิดอาการสะอึกได้
- โรคระบบทางเดินหายใจ เช่น หอบหืด ปอดบวมและเยื่อหุ้มปอดอักเสบ
- โรคระบบทางเดินอาหาร เช่น กรดไหลย้อน ลำไส้เล็กอุดตัน ลำไส้อักเสบเรื้อรังและการติดเชื้อในช่องท้อง
- โรคที่กระทบต่อเส้นประสาทที่ควบคุมกระบังลม เช่น เยื่อหุ้มสมองอักเสบ คอพอกและคอหอยอักเสบ
- โรคที่ส่งผลต่อระบบประสาทส่วนกลาง เช่น เนื้องอกที่กระทบสมอง ลมชัก สมองอักเสบและสมองที่ได้รับการกระทบกระเทือน
- ปฏิกิริยาตอบสนองทางจิตใจ เช่น การเผชิญภาวะช็อก ความเศร้า ความตื่นเต้น ความเครียดและความกลัว
- โรคเกี่ยวกับระบบเผาผลาญ เช่น โรคเบาหวาน
- การเปลี่ยนแปลงของสารเคมีในเลือด ที่อาจเกิดจากแอลกอฮอล์ ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะขาดแคลเซียมหรือโพแทสเซียมในเลือด
วิธีแก้อาการสะอึกด้วยตนเอง
สำหรับอาการสะอึกระยะสั้นมีวิธีการหยุดสะอึกหลายวิธี ซึ่งวิธีที่ได้ผลของแต่ละคนอาจแตกต่างกันไป แม้ว่าจะยังไม่มีผลทางวิทยาศาสตร์ที่อธิบายหรือยืนยันได้แน่นอน แต่วิธีเหล่านี้ก็ไม่ได้มีอันตรายและเป็นวิธีที่สามารถทำได้ง่าย
- จิบน้ำเย็นจัด
- กลั้วคอด้วยน้ำเย็น
- กลั้นหายใจระยะสั้นๆแล้วนับ 1-10 ช้าๆ
- กัดมะนาวฝาน
- กลืนน้ำตาลเม็ดหรือใช้ลิ้นแตะน้ำส้มสายชูคล้ายการชิม
- หายใจในถุงพลาสติก
- ดึงเข่าให้ติดหน้าอกหรือเอียงตัวไปข้างหน้าเพื่อกดหน้าอกลง
- ทำให้ตกใจหรือทำให้จามเพื่อให้เกิดการสูดหายใจเข้าอย่างแรง
- อุดหูทั้ง 2 ข้าง บีบจมูกไว้ แล้วจิบน้ำ 1-2 อึก

สาเหตุและกลไกการเกิดโรคในทางการแพทย์แผนจีน
เกิดจากการที่ชี่ของกระเพาะอาหารเกิดการไหลเวียนไม่เป็นปกติ อาจเกิดจากการรับประทานอาหารที่ผิดไปจากปกติ รับประทานอาหารเร็วเกินไปหรืออิ่มมากเกินไป รับประทานอาหารรสจัด อาหารเผ็ดจัดหรืออาหารประเภทของทอดมากเกินไป รับประทานอาหารที่เย็นจนเกินไป หรือคนที่มีโรคกระเพาะอาหารอักเสบ มะเร็งกระเพาะอาหาร ตับแข็ง โรคของหลอดเลือดสมองหรือคนที่มีการผ่าตัดที่ส่งผลให้กล้ามเนื้อกระบังลมหดเกร็ง รวมทั้งเกิดจากอารมณ์ที่แปรปรวนทำให้ชี่ตับติดขัดจนไปรบกวนกระเพาะอาหารจนเป็นเหตุให้ชี่ของกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นบนกระทบกระบังลม มีการหดเกร็งของกล้ามเนื้อกระบังลมจนเกิดอาการสะอึก
การวินิจฉัยทางแพทย์แผนจีน
- กลุ่มอาการม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ
- อาการทางคลินิก : พบได้บ่อยในคนที่ป่วยมานานหรือสุขภาพร่างกายอ่อนแอ มีเสียงสะอึกแบบไม่มีกำลัง อาเจียนเป็นน้ำใส ไม่สบายท้อง ชอบให้นวดท้อง ชอบความอบอุ่น สีหน้าขาวซีด แขนขาเย็น ไม่มีแรง ถ่ายเหลว
- ลักษณะลิ้น : ฝ้าขาวบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเล็กอ่อนแรง
- หลักการรักษา : อบอุ่นบำรุงและปรับสมดุลม้ามกระเพาะอาหาร ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก
- กลุ่มอาการชี่ติดขัด
- อาการทางคลินิก : มีอาการสะอึกเป็นระยะเวลานานและต่อเนื่อง และอาการเป็นมากขึ้นเมื่อเกิดอารมณ์โกรธ รู้สึกปวดเสียดแน่นทรวงอก ชายโครงสีข้าง ท้องอืด เรอ มีเสียงในลำไส้และผายลม
- ลักษณะลิ้น : ฝ้าลิ้นบางขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึง
- หลักการรักษา : ทำให้ชี่ไหลเวียนเป็นปกติ ขจัดการติดขัด ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก
- กลุ่มอาการมีความเย็นในกระเพาะอาหาร
- อาการทางคลินิก : เสียงสะอึกมีกำลังแต่ช้า อาการมีความสัมพันธ์กับอากาศเมื่อเจออากาศเย็นจะเกิดอาการสะอึก เมื่อเจออากาศอุ่นอาการจะดีขึ้น ร่วมกับรู้สึกไม่สบายบริเวณทรวงอก กระบังลมและกระเพาะอาหาร ไม่ชอบอาหารเย็นชืด ชอบอาหารร้อนปรุงเสร็จใหม่ๆ ปากจืด ไม่กระหายน้ำ
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นฝ้าขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรช้า
- หลักการรักษา : อบอุ่นม้ามกระเพาะอาหาร สลายความเย็น ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก
- กลุ่มอาการกระเพาะอาหารมีไฟ
- อาการทางคลินิก : เสียงสะอึกดังก้องมีกำลัง มีกลิ่นปาก
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นฝ้าเหลืองแห้ง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลื่นเร็ว
- หลักการรักษา : ขจัดความร้อน ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก
- กลุ่มอาการอินของกระเพาะอาหารพร่อง
- อาการทางคลินิก : เสียงสะอึกสั้นเร็วไม่ต่อเนื่อง ปากคอแห้ง กระสับกระส่าย ไม่อยากรับประทานอาหาร ท้องผูก
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าน้อย
- ลักษณะชีพจร : ละเอียดเร็ว
- หลักการรักษา : เพิ่มชี่ บำรุงอิน ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร หยุดอาการสะอึก

การรักษาทางแพทย์แผนจีน
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- กลุ่มอาการม้ามและกระเพาะอาหารอ่อนแอ ให้ยาที่มีสรรพคุณอบอุ่นบำรุงและปรับสมดุลม้ามกระเพาะอาหาร ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก
- กลุ่มอาการชี่ติดขัด ให้ยาที่มีสรรพคุณทำให้ชี่ไหลเวียนเป็นปกติขจัดการติดขัด ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก
- การฝังเข็มปรับสมดุลร่างกาย ตามเส้นลมปราณและรักษาอาการสะอึก ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- กลุ่มอาการอินของกระเพาะอาหารพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณเพิ่มชี่ บำรุงอิน ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร หยุดอาการสะอึก
- กลุ่มอาการกระเพาะอาหารมีไฟ ทำการฝังเข็มตามจุดฝังเข็มที่มีสรรพคุณขจัดความร้อน ปรับสมดุลกระเพาะอาหาร ปรับชี่ให้ไหลลงล่าง หยุดอาการสะอึก

คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- ควรไปพบแพทย์เมื่อมีอาการสะอึกไม่หยุดนานกว่า 1 วัน มีอาการหายใจลำบาก เจ็บหน้าอก หรือรู้สึกวิงเวียนร่วมด้วย หรือสะอึกทุกครั้งหลังจากรับประทานยาที่แพทย์จัดให้
- หากสะอึกเป็นระยะเวลาสั้นไม่นานแต่เป็นหลายครั้ง อาจสังเกตจากกิจวัตรประจำวัน เช่น การรับประทานอาหาร การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ หรือการสูบบุหรี่ ว่ามีความสัมพันธ์กับการสะอึกหรือไม่ ถ้าสัมพันธ์กันก็ควรจะปรับเปลี่ยนกิจวัตรเหล่านั้น
- ออกกำลังอย่างสม่ำเสมอเพื่อทำให้ปอดและกล้ามเนื้อกระบังลมแข็งแรง
- ควรดื่มน้ำอุณหภูมิห้องวันละ 3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อยๆ ทั้งวัน
- ควรพักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนก่อน 22.00 น.