กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก

กล้ามเนื้อเกร็งกระตุก 痉证
อาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุก เป็นอาการป่วยลักษณะหนึ่งซึ่งมีอาการคอแข็ง มีอาการแขนขาเกร็งกระตุกชัก กัดฟันแน่น หรือหลังแอ่น เป็นอาการสำคัญ
ตำแหน่งที่เกิดอาการ สามารถเกิดขึ้นได้หลายแห่ง เช่น เกิดที่บริเวณคอ แขน ขา ใบหน้า หรือแผ่นหลัง
- ถ้าเป็นที่คอทำให้รู้สึกคอแข็ง
- ถ้าเป็นที่แขนขาก็มีอาการกระตุกเกร็ง
- ถ้าเกิดที่ใบหน้าจะทำให้กล้ามเนื้อที่ใบหน้าเกร็ง ทำให้อ้าปากไม่ได้
- ถ้าเกิดที่แผ่นหลังจะทำให้หลังโก่งหลังแอ่น
ขอบเขตของโรค
ลักษณะอาการของโรคมีอาการคอแข็ง แขนขากระตุกชัก ถ้าเป็นมากจะทำให้อ้าปากไม่ได้ หรือว่าหลังแอ่นเป็นอาการสำคัญ อาการเหล่านี้ทางแผนตะวันตกพบได้ในผู้เจ็บป่วยจากความร้อน หรือมีไข้จนมีอาการกระตุกชัก หรือพบได้ในโรคที่ระบบเส้นประสาทควบคุมศูนย์กลางผิดปกติ เช่น การติดเชื้อโรค เยื่อหุ้มสมองอักเสบ เป็นฝีหนองในสมอง พยาธิขึ้นสมอง หรือโรคของต่อมพาราไทรอยด์ ถ้ามีอาการตามนิยามนี้ก็ใช้แนวทางการรักษาเดียวกัน
สาเหตุและกลไกการเกิดโรค
กลไกการเกิดโรคสามารถจำแนกสาเหตุ
- สาเหตุภายนอก (感受外邪) มีลิ่วอิ่น (六淫) เป็นเหตุ โดยมีสาเหตุสำคัญ 4 อย่างคือ ลม ความเย็น ความร้อนและความชื้น เสียชี่เหล่านี้เมื่อมากระทบจะทำให้เกิดการอุดตันของเส้นลมปราณทำให้ไหลเวียนไม่คล่องจึงเกิดอาการ
- สาเหตุภายใน (内伤) แบ่งออกเป็น กลุ่มแกร่ง กลุ่มพร่อง
- กลุ่มแกร่ง คือ หยางตับแกร่ง เมื่อหยางแกร่งแล้วจะแปรสภาพเป็นลม ทำให้เกิดอาการของโรคขึ้นมา
- กลุ่มพร่อง เกิดจากอินและเลือดพร่อง ทำให้เอ็นและหลอดเลือดได้รับการหล่อเลี้ยงไม่เพียงพอ เกิดเป็นลมขึ้นภายในแต่เป็นลมที่เกิดบนพื้นฐานพร่อง

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเกิดโรค
- เสียชี่จากภายนอก ที่สำคัญมี 4 ตัว คือ ลม ความเย็น ความร้อน ความชื้น
- ลมเย็น ความชื้น เมื่อเข้ามากระทำแล้วทำให้เส้นลมปราณของเส้นเอ็นและหลอดเลือดอุดตัน เลือดลมไหลเวียนไม่คล่อง ทำให้เส้นเอ็นและหลอดเลือดขาดการหล่อเลี้ยง จึงทำให้เกิดอาการเกร็งกระตุก
- ลมร้อนทำให้เกิดอาการ สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มอาการคือ
- ร้อนมากจนทำลายอิน (สารน้ำ ของเหลว เลือด ในร่างกาย) ทำให้สารน้ำ ของเหลว หรือเลือดเหือดแห้งไปหล่อเลี้ยงร่างกายไม่เพียงพอ
- ร้อนจัดจนเกิดลม ทำให้เกิดลมตับกำเริบภายใน
- เกิดจากการเจ็บป่วยเรื้อรังมานานหรือเกิดจากการตรากตรำทำงานหนักเกินไป ทำให้เกิดการสูญเสียของเลือดลมไปหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นและหลอดเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเกร็งกระตุก การตรากตรำทำงานมากเกินไปทำให้เกิดเสมหะไปอุดกั้น ทำให้เกิดเลือดลมไปหล่อเลี้ยงเส้นเอ็นและหลอดเลือดไม่เพียงพอ ทำให้เกิดอาการเกร็งกระตุก เมื่อป่วยมานานเรื้อรังหรือตรากตรำมากเกินไปทำให้ตับไตพร่อง โดยส่วนใหญ่อินของตับและไตพร่อง เมื่ออินพร่องจึงควบคุมหยางไม่ได้หยางตับจึงแกร่ง เมื่อหยางแกร่งจึงแปรสภาพเป็นลมแล้วจึงเกิดอาการเกร็งกระตุก
- เกิดจากการรักษาผิดวิธี เช่น ให้การรักษาโดยวิธีการขับเหงื่อ ทำให้อาเจียนหรือทำให้ระบายมากเกินไป ผลสุดท้ายสารจิงและเลือดถูกทำลาย ทำให้เส้นเอ็นและหลอดเลือดขาดการหล่อเลี้ยง แล้วจึงเกิดอาการเกร็งกระตุก
การจำแนกกลุ่มการรักษาทางการแพทย์แผนจีน
- มีเสียชี่ตกค้างที่จิงลั่ว (邪壅经络证)
มักจะพบในระยะแรกหรือเกิดจากสาเหตุภายนอก เช่น โรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ มีการติดเชื้อจากไวรัสแล้วมีอาการชัก- อาการทางคลินิก : คอแข็ง มีอาการเมื่อยหนักทั้งตัว ถ้ารุนแรงจะอ้าปากไม่ได้ พูดไม่ได้ มีแขนขากระตุก มีกลุ่มอาการภายนอก คือ กลัวหนาว ตัวร้อน มีเหงื่อน้อยหรือไม่มีเหงื่อ
- ลักษณะลิ้น : ฝ้าบางขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลอยแน่น หรือชีพจรลอยเร็ว
- หลักการรักษา : ขับลม สลายความเย็น ขจัดความชื้น ปรับสมดุลของเลือดลม แก้อาการเกร็งกระตุก
- มีความร้อนในเส้นลมปราณตับ (肝经热盛证)
- อาการทางคลินิก : มีไข้สูง ปวดศีรษะ ปากอ้าไม่ได้ มือเท้าเคลื่อนไหวไปมาไม่หยุด คอหลังแข็ง แขนขามีอาการกระตุก หลังแอ่น
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงจัด ฝ้าบางเหลือง หรือไม่มีฝ้า
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงละเอียดเร็ว
- หลักการรักษา : ขจัดความร้อนตับ ลดหยางลง สงบลมระงับอาการกระตุก แก้อาการเกร็งกระตุก
- มีความร้อนมากในหยางหมิง (阳明热盛证)
- อาการทางคลินิก : มีอาการตัวร้อนและเหงื่อออก มีอาการคอแข็ง แขนขาเกร็ง หลังแอ่น ท้องแน่น กระหายน้ำ ถ่ายไม่ออก ชอบดื่มน้ำเย็น
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงฝ้าเหลืองแห้ง หรือเกรียม
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงเร็ว
- หลักการรักษา : ระบายความร้อน เพิ่มสารน้ำ แก้อาการเกร็งกระตุก
- มีความร้อนที่หัวใจ (心营热盛证)
- อาการทางคลินิก : ความร้อนเข้าสู่ระดับอิ๋งเฟิ่น มีอาการไข้สูง กระสับกระส่าย สติสัมปชัญญะเลอะเลือน พูดจาสับสน มีอาการชัก คอแข็ง แขนขากระตุกชัก หรือมีอาการหลังแอ่น
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงจัด ฝ้าเหลืองแห้ง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรละเอียดเร็ว
- หลักการรักษา : ขจัดความร้อนในหัวใจ ระบายความร้อนออกไปจากอิ๋ง เปิดทวาร แก้อาการเกร็งกระตุก
- เสมหะสกปรกไปอุดตัน (痰浊阻滞证)
- อาการทางคลินิก : มีอาการปวดศีรษะแบบมึนๆ รู้สึกเชื่องช้า คอแห้ง มือเท้าเกร็งกระตุก มีอาการอึดอัดทรวงอกหรือท้อง อยากอาเจียน
- ลักษณะลิ้น : ฝ้าขาวเหนียว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลื่นหรือตึงลื่น
- หลักการรักษา : ขจัดเสมหะ เปิดทวารสงบลม แก้อาการเกร็งกระตุก
- อินเลือดพร่อง (阴血亏虚证)
มักจะเกิดในผู้ที่มีอาการชักกระตุกมานานแล้ว- อาการทางคลินิก : มีอาการคอแข็ง แขนขาชาเหมือนไม้ มีอาการกระตุกสั่น ตาเหลือก ปากปิดแน่น เวียนศีรษะตาลาย เหงื่อออกเอง อ่อนเพลียหายใจไม่พอ หรืออาจมีไข้ต่ำ
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าน้อย
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรละเอียดเร็ว
- หลักการรักษา : เพิ่มอินบำรุงเลือด สงบลม แก้อาการเกร็งกระตุก

การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละกลุ่มอาการและสาเหตุของโรค เช่น
- อาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากสาเหตุมีเสียชี่ตกค้างที่จิงลั่ว ให้ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณสลายความเย็น ขจัดความชื้น ขับลม แก้อาการเกร็งกระตุก
- อาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากสาเหตุมีความร้อนในเส้นลมปราณตับ ให้ทานยาสมุนไพรจีนที่มีฤทธิ์สรรพคุณขจัดความร้อนตับ ลดหยางลง ขับลม แก้อาการเกร็งกระตุก
- การฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ
- อาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากการที่ร่างกายมีความร้อนมากในหยางหมิง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณระบายความร้อน เพิ่มการหมุนเวียนของน้ำ แก้อาการเกร็งกระตุก
- อาการกล้ามเนื้อเกร็งกระตุกจากการที่เสมหะสกปรกไปอุดตัน ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณขจัดเสมหะ เปิดทวารสงบลม แก้อาการเกร็งกระตุก

คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- ดื่มน้ำให้ได้วันละ 2-3 ลิตร จิบเรื่อยๆทั้งวัน
- นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชม.
- ไม่นอนดึก นอนไม่ควรเกิน 22.00 น.
- ไม่ตรากตรำทำงานหนักมากจนเกินไป
- หลีกเลี่ยงหรือป้องกันตัวเองจากลม ความเย็น ความร้อน ความชื้น ไม่ให้ร่างกายถูกกระทบจากเสียชี่มากจนเกินไปหรือโดยตรงเกินไป เช่น ไม่นั่งตากแอร์แบบให้แอร์ลงตัวหรือลงศีรษะตลอดเวลา เป็นต้น
- พยายามผ่อนคลายความเครียด ไม่ให้เครียดมากจนเกินไป
- รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ หลากหลาย และรับประทานผักและผลไม้ให้มากขึ้น
อาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกและเส้นเอ็น
คลายกล้ามเนื้อ ลดการอักเสบ กระตุ้นการไหลเวียนของเลือด อีกทั้งยังช่วยบำรุงตับ ไต กระเพาะ ม้ามด้วย
ส่วนประกอบ
- ถั่วเขียว ประมาณ 100 กรัม
- ลูกเดือย ประมาณ 100 กรัม
- ขิงแก่ 3-4 แผ่นบางๆ
- น้ำสะอาด 2 ลิตร
วิธีทำ
- นำลูกเดือยมาล้างให้สะอาด โดยใส่เกลือลงไปและขัดๆถูๆ หลังจากนั้นล้างน้ำจนสะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 4-5 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนก็ได้เพื่อให้ลูกเดือยนิ่มและต้มสุกได้เร็วขึ้น
- นำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด แช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง
- เทน้ำใส่หม้อ ใส่ลูกเดือย ใส่ขิง ตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด หลังจากนั้นใส่ถั่วเขียวลงไป ต้มต่ออีกประมาณ 30 นาที หรือจนลูกเดือยและถั่วเขียวนิ่ม ถ้าบางคนชอบหวานก็สามารถใส่หล่อฮั้งก้วยหรือหญ้าหวาน เพื่อเพิ่มความหวานจากธรรมชาติ