โรคต่อมไทรอยด์

โรคต่อมไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์ เป็นต่อมชนิดหนึ่งอยู่ตรงบริเวณลำคอใต้ลูกกระเดือก มีขนาดเล็ก รูปร่างคล้ายปีกผีเสื้อ มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนไทรอยด์ คอยทำหน้าที่ควบคุมการเผาผลาญ ควบคุมการสันดาปในร่างกาย ควบคุมอุณหภูมิในร่างกาย ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและอื่นๆ จึงปฏิเสธไม่ได้ว่าต่อมไทรอยด์มีหน้าที่สำคัญต่อร่างกาย การที่ต่อมไทรอยด์เกิดอาการอักเสบ หรือเกิดปัญหาย่อมไม่ส่งผลดีต่อร่างกายอย่างแน่นอน
ปกติต่อมไทรอยด์จะหลั่งฮอร์โมนออกมาในปริมาณที่เหมาะสม ฮอร์โมนที่สำคัญคือ Thyroxin (T4) และ Triiodothyronine (T3) โดยฮอร์โมนนี้จะมีธาตุไอโอดีนเป็นส่วนประกอบที่สำคัญ ถ้าฮอร์โมนหลั่งน้อยไปเรียก Hypothyroid ร่างกายจะเผาผลาญน้อยลง แต่ถ้าฮอร์โมนหลั่งมากไปร่างกายจะเผาผลาญมากทำให้น้ำหนักลดเรียก Hyperthyroid
ความผิดปกติของต่อมไทรอยด์อาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ แต่มักจะพบว่ามีสาเหตุมาจากความผิดปกติของภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนมากเกินไปหรือน้อยเกินไป ก่อให้เกิดความผิดปกติต่อร่างกายในเวลาต่อมา ซึ่งภาวะความผิดปกติของต่อมไทรอยด์จะพบในเพศหญิงบ่อยกว่าเพศชาย และพบว่าผู้ป่วยบางรายมีญาติพี่น้องเป็นต่อมไทรอยด์ผิดปกติด้วยเช่นกัน
- หากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนมากเกินไปเรียก Hyperthyroid ตรวจเลือดจะพบว่า T4 และ T3 สูงแต่ TSH ต่ำ
- หากต่อมไทรอยด์สร้างฮอร์โมนน้อยเกินไปเรียก Hypothyroid ตรวจเลือดจะพบว่า T4 และ T3 ต่ำแต่ TSH สูง
ภาวะต่อมไทรอยด์ทำเกิน (Hyperthyroidism)
คือภาวะที่ต่อมไทรอยด์ทำงานสูงขึ้นผิดปกติจึงส่งผลให้มีฮอร์โมนT4 และฮอร์โมนT3 ในร่างกายหรือในเลือดสูงกว่าปกติ จึงก่อให้เกิดอาการต่างๆขึ้น ซึ่งเมื่อมีไทรอยด์ฮอร์โมนสูงขึ้นกว่าปกติจากสาเหตุใดๆก็ตาม เช่น จากต่อมไทรอยด์อักเสบ จากกินยาไทรอยด์ฮอร์โมนเรียกภาวะนั้นว่า โรคไทรอยด์เป็นพิษ (Thyrotoxicosis) ผู้ที่มีอาการคอพอกเป็นพิษ (toxic goiter) จากการหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินและเกิดภาวะพิษจากไทรอยด์ ซึ่งเป็นความผิดปกติที่พบได้บ่อย พบได้ในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย โดยจะมีอาการต่างๆ ดังนี้
- อาการบวมที่คอ (คอพอก)
- มีอาการอ่อนแรง อ่อนเพลีย และมีอาการแขนขาอ่อนแรง
- หัวใจเต้นเร็ว แรงกว่าปกติบ่อยครั้ง
- น้ำหนักตัวลด
- อารมณ์แปรปรวน กระวนกระวาย หงุดหงิดง่าย
- ถ่ายอุจจาระบ่อย หรือท้องเสีย
- ขี้ร้อน เหงื่อออกง่าย

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไฮเปอร์ไทรอยด์
- มีคนในครอบครัวสายตรงเป็นโรคไทรอยด์หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง เช่น โรคเกรฟส์
- อายุ และเพศ อาจพบได้บ่อยในผู้หญิงอายุ 60 ปีขึ้นไป
- กรรมพันธุ์ ครอบครัวมีประวัติการมีภาวะไฮเปอร์ไทรอยด์
- รับประทานอาหารที่มีไอโอดีนเป็นประจำ เช่น อาหารทะเล ปลาทะเล
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์หรือเพิ่งคลอดบุตร
- ปัญหาสุขภาพ เช่น โรคโลหิตจาง เบาหวานชนิดที่ 1 และ 2 ภาวะต่อมหมวกไตบกพร่อง
- การสูบบุหรี่
ภาวะแทรกซ้อน
- โรคหัวใจ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นผิดปกติหรือภาวะหัวใจล้มเหลว
- โรคกระดูกพรุน สามารถเกิดขึ้นได้เนื่องจากระดับฮอร์โมนไทรอยด์ที่สูงจะลดการดูดซึมแคลเซียมทําให้กระดูกอ่อนแอและเปราะ
- โรคไทรอยด์ขึ้นตา เป็นความผิดปกติของกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อตา มักมีผลต่อผู้ป่วยภาวะต่อมไทรอยด์ทํางานมากเกินไปที่สูบบุหรี่ ปัญหาการมองเห็นที่เกิดจากโรคไทรอยด์ขึ้นตา ได้แก่
- ลูกตาโปน ปวดตา
- รู้สึกเหมือนมีแรงดันในเบ้าตา หรือรู้สึกเหมือนมีเศษกรวดทรายในตา
- เปลือกตาบวม ตาแดง เห็นภาพซ้อน ตาไวต่อแสง หากเป็นมากอาจจะสูญเสียการมองเห็นได้
- อาการทางผิวหนังจากโรคเกรฟส์ อาจทําให้สีผิวเปลี่ยนไป หน้าแข้งและเท้าบวม อย่างไรก็ตามมักพบได้น้อยมากและเกิดกับผู้ป่วยโรคเกรฟส์เท่านั้น
- ภาวะต่อมไทรอยด์เป็นพิษวิกฤต (Thyrotoxic crisis หรือ thyroid storm) พบได้น้อยมาก แต่อาจทำให้เกิดอาการที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ เช่น
- มีไข้ หัวใจเต้นเร็ว
- คลื่นไส้ อาเจียน
- ขาดน้ำ ท้องร่วง
- มีความสับสน เพ้อ




สาเหตุภาวะพิษจากไทรอยด์ที่พบได้บ่อย
- โรคเกรฟส์ (Graves’ disease) พบในคนอายุ 20-40 ปี พบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชายและเป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด โรคนี้จัดเป็นโรคภูมิต้านตนเองชนิดหนึ่ง มักมีต่อมไทรอยด์โตแบบกระจายและมีอาการตาโปนร่วมด้วย การสร้างสารภูมิต้านทานต่อมไทรอยด์จะมีอยู่หลายชนิด ที่สำคัญคือ thyroidstimulating immunoglobulin(TSI) ซึ่งจะไปจับกับตัวรับฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์(TSH) ที่ต่อมไทรอยด์และกระตุ้นให้หลั่งฮอร์โมนออกมาซึ่งอยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมองจนทำให้มีฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป จึงเกิดภาวะพิษจากไทรอยด์ พบว่ามีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิต้านตนเองอื่นๆได้ในผู้ที่เป็นโรคเกรฟส์ เช่น ไมแอสทีเนียเกรวิส เบาหวานชนิดที่ 1 โรคแอดดิสัน ผมร่วงเป็นหย่อม ภาวะอัมพาตครั้งคราวจากโพแทสเซียมในเลือดต่ำ เป็นต้น
- คอพอกเป็นพิษชนิดหลายปุ่ม (toxic multinodular goiter) เรียกว่าโรคพลัมเมอร์ (Plummer’s disease) มีอาการคอพอกลักษณะโตเป็นปุ่มหลายปุ่ม การหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์อยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมอง มักพบได้ในคนอายุมากกว่า 40 ปี
- เนื้องอกไทรอยด์ชนิดเป็นพิษ (toxic thyroid adenoma) ต่อมไทรอยด์มีลักษณะโตเป็นก้อนเนื้องอกเดี่ยว ขนาด 2.5 ซม.ขึ้นไป การหลั่งฮอร์โมนไทรอยด์อยู่นอกเหนือการควบคุมของต่อมใต้สมอง ซึ่งภาวะนี้มักพบได้น้อยกว่า 2 ชนิดข้างต้น
- ต่อมไทรอยด์อักเสบ เนื้อเยื่อที่อักเสบจะปล่อยฮอร์โมนไทรอยด์ที่สะสมอยู่ในต่อมไทรอยด์ออกมาในกระแสเลือดมากกว่าปกติในระยะแรก ทำให้เกิดไทรอยด์เป็นพิษ มักจะมีอาการอยู่ชั่วระยะหนึ่งและอาจมีภาวะขาดไทรอยด์อย่างถาวรตามมาในระยะหลัง
- สาเหตุที่พบได้น้อยอื่นๆ เช่น
- เนื้องอกต่อมใต้สมอง ทำให้มีการหลั่งฮอร์โมนกระตุ้นไทรอยด์มากเกิน
- เนื้องอกรังไข่ชนิด dermoid cyst ทำให้เกิดภาวะพิษจากไทรอยด์จากการที่มีเนื้อเยื่อไทรอยด์หลั่งฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาในกระแสเลือด
- ครรภ์ไข่ปลาอุก สามารถกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานเกินได้จากการหลั่งฮอร์โมนเอชซีจี(HCG) ออกมาจำนวนมาก
- การใช้ฮอร์โมนไทรอยด์(ไทร็อกซีน) ในการบำบัดโรคในขนาดสูง เช่น ภาวะขาดไทรอยด์ ปุ่มไทรอยด์ เป็นต้น
- ผลข้างเคียงจากยา ยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้แก่ อะมิโอดาโรน(amiodarone) ซึ่งมีส่วนผสมของไอโอดีน อาจกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานมากขึ้นถ้าใช้ในขนาดสูง และอาจทำให้เกิดการอักเสบของต่อมไทรอยด์จนทำให้เกิดภาวะพิษจากไทรอยด์ได้
- การได้รับสารไอโอดีนมากเกินไป ซึ่งอาจมีอยู่ในยาหรืออาหารที่บริโภค ซึ่งจะเป็นตัวกระตุ้นให้ต่อมไทรอยด์ทำงานเกินได้
ภาวะขาดไทรอยด์/ต่อมไทรอยด์ทำงานน้อย (Hypothyroidism)
ภาวะที่ต่อมไทรอยด์ (Thyroid Gland) ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาไม่เพียงพอ โดยต่อมไทรอยด์ซึ่งอยู่ด้านหน้าส่วนล่างของคอทำหน้าที่ผลิตและส่งฮอร์โมนไทรอยด์เข้าไปในกระแสเลือด ทั้งนี้ฮอร์โมนดังกล่าวยังส่งผลต่ออวัยวะเกือบทุกส่วนของร่างกายตั้งแต่หัวใจไปยังสมอง และจากกล้ามเนื้อไปที่ผิวหนัง ฮอร์โมนไทรอยด์นั้นจะควบคุมกระบวนการใช้พลังงานของเซลล์ต่างๆในร่างกายหรือที่เรียกว่ากระบวนการเมแทบอลิซึม โดยกระบวนการเมแทบอลิซึมส่งผลต่ออุณหภูมิ อัตราการเต้นหัวใจและการเผาผลาญพลังงาน หากร่างกายผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ไม่เพียงพอจะส่งผลให้กระบวนการทำงานของร่างกายช้าลง กล่าวคือ ไม่มีพลังงานในการทำกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งกระบวนการเมแทบอลิซึมทำงานช้าลง
ผู้หญิงที่อายุมากกว่า 60 ปี มีแนวโน้มที่จะเกิดภาวะขาดไทรอยด์มาก โดยภาวะดังกล่าวจะส่งผลต่อระดับความสมดุลของปฏิกิริยาเคมีภายในร่างกาย อาจปรากฏอาการบ้างในช่วงแรก แต่หากปล่อยไว้ไม่ได้รับการรักษาจะก่อให้เกิดปัญหาสุขภาพอื่นๆ ตามมา เช่น ภาวะอ้วน อาการปวดข้อ มีบุตรยากและปัญหาเกี่ยวกับหัวใจ

สาเหตุของอาการทางไทรอยด์
ต่อมไทรอยด์ทำหน้าที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่ส่งผลต่อสุขภาพอย่างมาก รวมทั้งกระทบต่อกระบวนการเมแทบอลิซึม หากต่อมไทรอยด์ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาไม่เพียงพอสามารถก่อให้เกิดภาวะขาดไทรอยด์ โดยอาจเกิดได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้
- โรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเอง (Autoimmune Disease) โรคนี้คือการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายผลิตแอนติบอดีขึ้นมาทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายตัวเอง ที่พบได้บ่อยที่สุดคือ ไทรอยด์อักเสบฮาชิโมโตะ (Hashimoto's Thyroiditis) เมื่อต่อมไทรอยด์อักเสบและผลิตแอนติบอดีขึ้นมาทำลายเนื้อเยื่อของตัวเอง ย่อมส่งผลต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ที่ผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ออกมาได้ไม่เพียงพอจนนำไปสู่ภาวะขาดไทรอยด์ ยังไม่ปรากฏหลักฐานชี้ชัดว่าเหตุใดร่างกายจึงผลิตสารภูมิคุ้มกันขึ้นมาทำลายเนื้อเยื่อภายในร่างกายตัวเอง โดยสันนิษฐานว่าอาจมาจากเชื้อไวรัส แบคทีเรีย หรือความผิดปกติของยีน อย่างไรก็ตามโรคภูมิคุ้มกันทำลายตนเองเกิดจากหลายปัจจัยรวมกัน
- การรักษาต่อมไทรอยด์เป็นพิษ (Hyperthyroidism) ต่อมไทรอยด์เป็นพิษหรือไฮเปอร์ไทรอยด์ (Hyperthyroidism) คือภาวะที่ร่างกายผลิตฮอร์โมนไทรอยด์มากเกินไป โดยผู้ป่วยโรคนี้อาจจะได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสี (Radioactive Lodine) หรือยาต้านไทรอยด์เพื่อลดและปรับระดับฮอร์โมนดังกล่าวให้เป็นปกติ อย่างไรก็ดีรังสีที่ใช้รักษานั้นจะทำลายเซลล์ในต่อมไทรอยด์จนนำไปสู่ภาวะขาดไทรอยด์ได้
- การผ่าตัดต่อมไทรอยด์ การผ่าตัดนำส่วนต่างๆเกือบทุกส่วนของต่อมไทรอยด์ออกไปนั้น จะทำให้ร่างกายลดหรือหยุดการผลิตฮอร์โมน หากเกิดกรณีดังกล่าวขึ้นผู้ป่วยจำเป็นต้องรับการให้ฮอร์โมนไทรอยด์ไปตลอดชีวิต
- การรักษาด้วยรังสี ผู้ป่วยมะเร็งบางชนิดต้องได้รับการรักษาด้วยการฉายรังสีที่คอหรือหัว โดยรังสีจะทำลายเซลล์ภายในต่อมไทรอยด์ ทำให้ไม่สามารถผลิตฮอร์โมนออกมาได้เพียงพอ
- ยารักษาโรคบางตัว ยาบางตัวที่ใช้รักษาโรคเกี่ยวกับหัวใจ ภาวะทางจิต หรือโรคมะเร็งนั้น บางครั้งก็ส่งผลกระทบต่อการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ โดยยาเหล่านี้ ได้แก่ ยาอะมิโอดาโรน (Amiodarone) ยาลิเทียม (Lithium) อินเตอร์เฟอรอน (Interferon Alpha) ยาอินเตอร์ลูคีน 2 (Interleukin-2)
- การขาดธาตุไอโอดีน ธาตุไอโอดีนถือเป็นองค์ประกอบสำคัญในการผลิตฮอร์โมนของต่อมไทรอยด์ การขาดสารไอโอดีนจึงมีผลให้การทำงานของต่อมไทรอยด์ผิดปกติได้
- การเป็นโรคแต่กำเนิด (Congenital Disease) ทารกบางคนไม่มีต่อมไทรอยด์หรือต่อมไทรอยด์ทำงานบกพร่องมาตั้งแต่เกิด เรียกว่าโรคพร่องไทรอยด์ฮอร์โมนแต่กำเนิด (Congenital Hypothyroidism)
- ความผิดปกติของต่อมใต้สมอง (Pituitary Gland) การทำงานของต่อมใต้สมองที่ผิดปกติสามารถส่งผลต่อการผลิตฮอร์โมนในต่อมไทรอยด์ได้
- การตั้งครรภ์ สตรีตั้งครรภ์บางรายอาจประสบภาวะขาดไทรอยด์ระหว่างตั้งครรภ์หรือหลังตั้งครรภ์ไปแล้ว เรียกภาวะที่เกิดขึ้นว่าไทรอยด์ต่ำหลังคลอด (Postpartum Hypothyroidism)
- อาการที่พบได้บ่อย ผู้ป่วยไฮโปไทรอยด์จะปรากฏอาการดังต่อไปนี้
- อ่อนเพลีย
- น้ำหนักขึ้น บวมน้ำ
- ท้องผูก
- ปวดเมื่อย
- รู้สึกหนาวง่าย
- ผิวและผมแห้ง
- ซึมเศร้า
โรคของต่อมไทรอยด์ในทางการแพทย์แผนจีน
ภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์มากเกินไป
สาเหตุของการเกิดโรคมีความสัมพันธ์กับการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์ ไตอินพร่อง การทำงานมากเกินไปหรือเกี่ยวกับกรรมพันธุ์ และสาเหตุที่พบบ่อยมักเกิดจากอารมณ์ที่มีผลกระทบต่อชี่ตับ ทำให้ติดขัดจนกระทั่งเกิดไฟไปทำลายอิน ต่อมาอินของตับจะลดลงพร้อมกับเกิดไฟพร่องมีผลทำให้เกิดไฟหัวใจเพิ่มขึ้น อินหัวใจจึงลดลงมีผลให้อินไตลดลงด้วยทำให้ไตและหัวใจทำงานไม่สมดุล นานวันเข้าทำให้อินตับพร่องไปด้วยเป็นผลให้อาการรุนแรงขึ้นอีก ขณะเดียวกันชี่ตับติดขัดทำให้ตับและม้ามทำงานไม่สมดุล ทำให้หน้าที่ของม้ามด้อยประสิทธิภาพจึงทำให้เกิดเสมหะ เสมหะจะรวมกับชี่เคลื่อนไปที่คอทำให้เกิดต่อมไทรอยด์โต เรียกว่า “อิ๋งโจ่ง 瘿肿” ถ้าเสมหะไปอยู่ที่ตาทำให้ตาโปน
ภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์น้อยเกิน
การแพทย์แผนจีนถือว่าเกิดได้จากพันธุกรรม การทำงานหนักเกินไป การบริโภคอาหารไม่ถูกต้อง หรือป่วยหนักหลังจากนั้นเกิดความไม่สมดุล ไตเป็นทุนก่อนกำเนิดมีหน้าที่เกี่ยวกับการสร้างสารจิง ควบคุมน้ำ สร้างไขกระดูก ถ้าทุนก่อนกำเนิดไม่พอทำให้จิงไตไม่พอ การตรากตรำเกินไป การแต่งงานมีบุตรตั้งแต่อายุน้อย เหล่านี้เป็นเหตุให้ไฟมิ่งเหมินลดลงทำให้เกิดภาวะหยางพร่อง มีอาการกลัวหนาว มือเย็น ตัวบวม มดลูกเย็น มีบุตรยาก ถ้าไขกระดูกสร้างไม่พอทำให้เกิดอาการเวียนศีรษะ มีเสียงในหู ปวดเอว เข่าอ่อนหรือหลงลืมง่าย ถ้าทุนหลังกำเนิดไม่ดีหรือกินอาหารไม่ถูกต้อง ม้ามจะขับเคลื่อนลำเลียงอาหารและน้ำไม่ดีทำให้เกิดภาวะม้ามชื้นได้ สำหรับผู้ป่วยหลังจากป่วยหนักเลือดลมจะลดลงเพราะม้ามกระเพาะอ่อนแอ ใบหน้าจะซีด ไม่มีแรง ไม่ชอบพูดจา ไอแห้ง แขนขาชา

การแยกประเภทอาการทางแพทย์แผนจีน
สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์มากเกินไป
- กลุ่มอาการชี่ติดขัดเสมหะคั่งค้าง
- อาการทางคลินิก : มีก้อนที่คอ กลืนไม่สะดวกรู้สึกเหมือนมีเม็ดบ๊วยติดคอ จิตใจหดหู่ หงุดหงิด โกรธง่าย แน่นหน้าอก เจ็บชายโครง นอนไม่หลับ
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดงคล้ำ ฝ้าเหนียวบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงลื่น
- หลักการรักษา : ปรับการไหลเวียนของชี่ทำให้ชี่เดินคล่อง ขับเสมหะลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- ไฟตับลามกระทบกระเพาะ
- อาการทางคลินิก : มีก้อนที่คอ ตาโปน ตาแดงมองไม่ชัด โกรธหงุดหงิดง่าย หน้าแดง เหงื่อออกมากไม่ชอบร้อน ปวดศีรษะ มึนงง ปากแห้ง กระหายน้ำ หิวบ่อย
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงเร็ว
- หลักการรักษา : ระบายไฟที่ตับและกระเพาะอาหาร ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- ม้ามพร่องและเสมหะชื้น
- อาการทางคลินิก : มีก้อนที่คอ คลำดูจะนุ่มๆ ตาทั้งสองข้างโปน ผอมแห้งไม่มีแรง อุจจาระปนเหลว แน่นท้องโดยเฉพาะหลังอาหาร คลื่นไส้อาเจียน บวมและชาตามตัว
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีดมีรอยฟัน ฝ้าบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรลื่นมาก
- หลักการรักษา : บำรุงม้าม กำจัดเสมหะ ขจัดความชื้น ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- อินพร่องเกิดไฟลุกโชน
- อาการทางคลินิก : มีก้อนที่คอ ตาโปน อารมณ์อ่อนไหว เวียนศีรษะ ตาลาย ใจสั่น หายใจไม่เต็มอิ่ม รู้สึกร้อนที่บริเวณฝ่ามือฝ่าเท้าและกลางทรวงอก นอนไม่หลับ เหงื่อออกมาก กระหายน้ำ หิวบ่อย หน้าแดง ผอมบาง มือสั่น
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นแดง ฝ้าน้อย
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเล็กเร็ว
- หลักการรักษา : เสริมอินของไต ลดไฟ ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- อินและชี่พร่อง
- อาการทางคลินิก : มีก้อนที่คอเป็นเวลานาน และมีขนาดโตมากขึ้น อ่อนพลีย แน่นอก หายใจไม่เต็มอิ่ม ไม่คล่อง เสียงแหบแห้ง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นฝ้าบางเหนียว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรตึงเล็ก
- หลักการรักษา : บำรุงอิน บำรุงชี่ ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
สาเหตุและกลไกการเกิดภาวะการทำงานของต่อมไทรอยด์น้อยเกิน
- หยางม้ามไตพร่องและชี่เลือดพร่อง
- อาการทางคลินิก : แน่นท้อง เบื่ออาหาร ตัวหนัก ชอบนอน จิตใจห่อเหี่ยว ไม่มีแรง พูดน้อย ใจสั่น หายใจไม่เต็มอิ่ม เวียนศีรษะ ตาลาย หน้าซีดอมเหลือง ผอม ผมแห้งร่วงง่าย ผิวแห้ง แขนขาชา ปวดเอวเข่าอ่อน เวียนศีรษะ มีเสียงในหู ตัวบวมโดยเฉพาะขา กลัวหนาว รอบเดือนน้อย สมรรถภาพทางเพศลดลง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นโต ซีด ฝ้าบาง
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเล็กอ่อนแรง
- หลักการรักษา : เพิ่มชี่ เพิ่มเลือด อุ่นหยาง บำรุงม้ามและไต รักษาไฮโปไทรอยด์

การรักษาทางแพทย์แผนจีน
สยามแพทย์แผนจีนคลินิก ทำการรักษาอาการไทรอยด์ด้วยวิธีการดังนี้
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) เช่น
- อาการไฮเปอร์ไทรอยด์ตามกลุ่มอาการชี่ติดขัดเสมหะคั่งค้าง ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณปรับการไหลเวียนของชี่ทำให้ชี่เดินคล่อง ขับเสมหะลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- อาการไฮเปอร์ไทรอยด์ไฟตับลามกระทบกระเพาะ ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณระบายไฟที่ตับและกระเพาะอาหาร ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- ฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- อาการไฮเปอร์ไทรอยด์ตามกลุ่มอาการอินพร่องเกิดไฟลุกโชน ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณ เสริมอินของไต ลดไฟ ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์
- อาการไฮเปอร์ไทรอยด์ตามกลุ่มอาการอินและชี่พร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณบำรุงอิน บำรุงชี่ ลดก้อนที่คอ รักษาไฮเปอร์ไทรอยด์

สารอาหารบำรุงต่อมไทรอยด์
- สารไอโอดีน สารไอโอดีนเป็นสารอาหารชนิดหนึ่งที่จำเป็นต่อการทำงานของต่อมไทรอยด์ การขาดสารไอโอดีนจึงทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ไอโอดีนจะช่วยทำให้ต่อมไทรอยด์ทำงานอย่างเหมาะสม จึงเหมาะเป็นพิเศษกับไฮโปไทรอยด์ หรือไทรอยด์ทำงานน้อยกว่าปกติ สารไอโอดีนจะมีมากใน เกลือทะเล สาหร่าย อาหารทะเล
- วิตามินบี วิตามินบีจัดเป็นวิตามินตัวหลักที่มีความจำเป็นต่อร่างกาย ซึ่งวิตามินบีมีสรรพคุณบำรุงระบบประสาท แก้อาการเหน็บชา ในส่วนของต่อมไทรอยด์ วิตามินบีมีหน้าที่ช่วยให้ร่างกายผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ พบมากในอาหารประเภทธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่ว งา อัลมอนด์
- สังกะสี เป็นสารอาหารที่ใช้ในการผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ การขาดสังกะสีเป็นผลให้การผลิตฮอร์โมนไทรอยด์ผลิตได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การทานอาหารที่มีสังกะสีเป็นประจำจะช่วยให้การผลิตฮอร์โมนไทรอยด์เป็นปกติ อาหารที่มีสังกะสี ได้แก่ เมล็ดทานตะวัน ถั่วเหลือง
คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- นอนพักผ่อนให้เพียงพอ ควรนอนก่อน 22.00 น.
- ควรดื่มน้ำให้ได้วันละ 2 - 3 ลิตร โดยใช้การจิบเรื่อย ๆ ทั้งวัน
- ควรทานอาหารที่มีสารไอโอดีนอย่างเหมาะสม เช่น เกลือทะเล เพื่อเสริมการทำงานของต่อมไทรอยด์
- ควรงดอาหารมัน ทอด ปิ้ง ย่าง
- ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่
- ออกกําลังกายเป็นประจําเพื่อเสริมสร้างกล้ามเนื้อ หัวใจ และปอดให้แข็งแรง ช่วยให้รู้สึกกระฉับกระเฉงอยู่เสมอ
- ฝึกเทคนิคการผ่อนคลายเพราะความเครียดจะทําให้อาการแย่ลง โดยเฉพาะภาวะต่อมไทรอยด์ทํางานมากเกินไปที่มีสาเหตุมาจากโรคเกรฟส์
- งดสูบบุหรี่ งดดื่มแอลกอฮอล์ รวมถึงงดเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ น้ำอัดลม เป็นต้น
