โรคข้อเข่าเสื่อม
โรคข้อเข่าเสื่อม (退化性膝关节炎 Knee Osteoarthritis)คือโรคที่เกิดจากความเสื่อมของผิวกระดูกอ่อนในข้อเข่า ทั้งทางด้านรูปร่าง โครงสร้าง การทำงานของกระดูกข้อต่อ และกระดูกบริเวณใกล้ข้อเข่ามีการสึกหรอ หรือเสื่อมลงตามอายุ เมื่อไม่มีผิวกระดูกอ่อนมาห่อหุ้ม เนื้อกระดูกจึงมีการชนกันขณะรับน้ำหนัก จึงทำให้เกิดอาการปวดเข่า เข่าบวม ข้อเข่ายึดติด โดยจะรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ หัวเข่าก็จะผิดรูป ทำให้ไม่สามารถประกอบกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ “โรคข้อเข่าเสื่อม” ถือเป็นปัญหาด้านสุขภาพที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ซึ่งเกิดจากการใช้งานของข้อเข่ามาเป็นเวลานาน (Primary OA knee) แต่ในปัจจุบันพบว่า โรคข้อเข่าเสื่อมพบได้บ่อยขึ้นในผู้ที่ยังอายุน้อย โดยเฉพาะในช่วงวัยกลางคนมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสาเหตุอาจจะไม่ได้เป็นเรื่องของอายุ แต่เป็นเรื่องของการมีน้ำหนักตัวเกิน และการใช้ข้อเข่ามากเกินไปหรือใช้ผิดท่าผิดวิธี จนทำให้เกิดปัญหาข้อเข่าเสื่อมเร็วกว่าปกติ มีอาการปวดขัดที่ข้อเข่า ไปจนถึงมีความเจ็บปวดอย่างรุนแรง ผู้ที่มีภาวะข้อเข่าเสื่อมมาก ถ้าไม่ได้รับการรักษา หรือปฏิบัติตัวอย่างเหมาะสม อาจทำให้มีความเจ็บปวด ข้อเข่าผิดรูป เดินได้ไม่ปกติ ปฏิบัติกิจวัตรประจำวันต่าง ๆ ไม่สะดวก มีความทุกข์ทรมาน ทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจ
สาเหตุของโรคข้อเข่าเสื่อม
สาเหตุจากความเสื่อมแบบปฐมภูมิ (primary knee osteoarthritis)
เป็นภาวะที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของผิวกระดูกอ่อนตามวัย เช่น
- อายุที่เพิ่มมากขึ้น : เป็นสาเหตุที่พบได้บ่อยมากที่สุด เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้นความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทก็จะเสื่อมลงตามวัย โดยอายุ 40 ปี เริ่มมีข้อเข่าเสื่อม อายุ 55 ปีขึ้นไป จะเริ่มมีอาการปวดเข่า เข่าเสื่อม และอายุ 60 ปี จะเป็นข้อเข่าเสื่อมได้ถึงร้อยละ 40
- เพศ : พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย 2-3 เท่า เนื่องจากการขาดฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เป็นตัวป้องกันความเสื่อมของกระดูกอ่อนผิวข้อเข่า โดยเฉพาะในภาวะหมดประจำเดือนยิ่งทำให้เพศหญิงเกิดข้อเข่าเสื่อมได้ง่ายกว่าปกติ
- กรรมพันธุ์ : จากการศึกษาพบว่า เรื่องของกรรมพันธุ์ก็มีความเกี่ยวข้อง โดยคนไข้ที่มีคนในครอบครัวหรือญาติพี่น้องเป็นโรคข้อเข่าเสื่อม มีโอกาสที่จะเป็นข้อเข่าเสื่อมมากขึ้น แต่ทั้งนี้ไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงในลักษณะของการถ่ายทอดทางพันธุกรรม
- น้ำหนักตัวที่เกิน : ผู้ที่มีน้ำหนักตัวมากหรือเป็นโรคอ้วน จะยิ่งเพิ่มโอกาสการเป็นโรคข้อเข่าเสื่อมเร็วยิ่งขึ้น เพราะน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น 0.5 กิโลกรัม จะเพิ่มแรงที่กระทำต่อข้อเข่า 1-5 กิโลกรัม อีกทั้งเซลล์ไขมันที่มากเกินไปจะส่งผลต่อเซลล์กระดูกอ่อนและเซลล์กระดูกทำให้เกิดข้อเสื่อมเร็วขึ้น ประกอบกับหากขาดการออกกำลังกาย หรือดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากเป็นประจำ ก็ส่งผลให้เกิดภาวะข้อเข่าเสื่อมก่อนวัยเร็วขึ้นได้
- การใช้งานที่มากเกินไป : การใช้ขาและหัวเข่าผิดท่า หรืออยู่ในท่าที่ไม่เหมาะสมเป็นเวลานาน เช่น ในกลุ่มผู้ที่ต้องยืนนานๆ หรือยกของหนัก ขึ้นลงบันไดบ่อยๆ การก้มยกของ รวมถึงท่าทางจากกิจกรรมที่มีแรงกดต่อข้อเข่ามากๆ เช่น คุกเข่า นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิ เป็นต้น
- ความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ : เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
ความเสื่อมแบบทุติยภูมิ (secondaryary knee osteoarthritis)
สามารถแยกย่อยออกเป็นอีกหลายสาเหตุ ดังนี้
- อุบัติเหตุที่เกิดแรงกระแทก : ในผู้ที่เคยได้รับบาดเจ็บ ประสบอุบัติเหตุที่ข้อเข่า เส้นเอ็น การบาดเจ็บเรื้อรังที่บริเวณข้อเข่าจากการทำงานหรืออุบัติเหตุจากการเล่นกีฬาที่ทำให้เกิดแรงกระแทกสูง เช่น ล้มแล้วเข่าบิด มีกระดูกรอบข้อเข่าหัก หรือมีเลือดออกในข้อเข่า สาเหตุเหล่านี้จะส่งผลให้มีอาการปวดหัวเข่า และเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
- โรคบางชนิด : เช่น โรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ โรคเกาต์ ข้อเข่าติดเชื้อ โรคที่เกิดกับอวัยวะนอกข้อเข่า รวมทั้งโรคข้ออักเสบชนิดต่างๆ (inflammatory joint disease)
ลักษณะอาการสัญญาณเตือนของโรคข้อเข่าเสื่อม
โดยทั่วไปแล้ว อาการของโรคข้อเข่าเสื่อมมักจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ละเลย เพราะอาการข้อเข่าเสื่อมในระยะแรกๆ คนไข้จะยังทำงานทุกอย่างได้ตามปกติ ดังนั้น หากเกิดความผิดปกติแล้วไม่แน่ใจว่าเสี่ยงข้อเข่าเสื่อมหรือไม่ สามารถสังเกตสัญญาณของโรคข้อเข่าเสื่อมได้ดังต่อไปนี้
- เริ่มมีอาการปวดหัวเข่า เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด มักปวดมากขึ้นเมื่อใช้งานมีการเคลื่อนไหว เช่น เดินขึ้นหรือลงบันได นั่งพับเพียบ นั่งยองๆ แต่อาการจะลดลงหลังจากการพัก ซึ่งเป็นหนึ่งในอาการที่สังเกตได้ง่าย เนื่องจากกระทบต่อการใช้ชีวิตประจำวันโดยตรง โดยทั่วไปอาการปวดจะเป็นๆ หายๆ บริเวณข้อเข่า และเป็นติดต่อกันมากกว่า 6 เดือน
- เข่ามีเสียงกรอบแกรบ (crepitus) เมื่อข้อเข่าเริ่มสึก จะมีการเสียดสีของเยื่อบุภายในข้อเข่า หรือเอ็นที่หนาตัวขึ้น มีความขรุขระของกระดูกอ่อนที่บุตรงปลายหัวกระดูก โดยผู้ป่วยจะมีเสียงกรอบแกรบในข้อเข่า ขณะเคลื่อนไหวเข่าจะรู้สึกปวดเข่าร่วมด้วย
- ข้อเข่าติด ฝืด ตึง แข็ง (stiffness) สามารถสังเกตได้ในช่วงช่วงตื่นนอน คนไข้จะมีรู้สึกมีอาการฝืดตึง เข่าติด เคลื่อนไหวลำบากในตอนเช้า แต่เป็นไม่นานอาการก็จะค่อยๆ ดีขึ้น หรือเกิดในช่วงเวลาที่อยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานๆ ต่อเนื่องโดยไม่ได้ขยับ จะรู้สึกว่าข้อต่อขาดความยืดหยุ่น เหยียดหรืองอเข่าจะรู้สึกทำได้ไม่สุด
- เสียวหัวเข่า มีอาการเสียวหัวเข่า โดยเฉพาะเวลาเดิน หรือมีการเคลื่อนไหว ซึ่งเกิดจากความบกพร่องของส่วนประกอบของข้อ เช่น ข้อเข่าหลวม กล้ามเนื้อต้นขาอ่อนแรง
- บวม ร้อน กดเจ็บ เป็นผลจากน้ำในข้อเข่าที่มีมากขึ้น หรือเกิดจากกระดูกงอกที่ขอบข้อเข่า เวลาคลำจะรู้สึกแข็งและข้อเข่าหนาๆ หยุ่นๆ ในบางรายคนไข้จะรู้สึกปวดบริเวณหัวเข่า พร้อมกับมีอาการบวม กรณีที่มีการอักเสบเมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าเข่าแสบร้อน หากใช้มือกดตรงบริเวณข้อเข่าจะรู้สึกว่าเจ็บบริเวณข้อเข่ามากขึ้น
- ข้อเข่าโก่งงอ ต้นขาลีบ ข้อเข่าผิดรูป (swelling and deformity) กรณีเป็นอาการของโรคข้อเข่าเสื่อมที่ชัดเจน โดยสังเกตได้จากกระดูกบริเวณรอบๆ อาจจะโก่งด้านนอกหรือโก่งด้านใน ต้นขาลีบ บิดเบี้ยวผิดรูป ทำให้ขาสั้นลง ทำให้เดินหรือใช้ชีวิตประจำวันลำบาก และมีอาการปวดเวลาเดินหรือขยับ

ระยะของข้อเข่าเสื่อม
- ระยะที่ 1 : ทำงานทุกอย่างได้ตามปกติ แต่ถ้าใช้งานหนักก็จะเริ่มมีอาการปวดตึงๆบริเวณรอบเข่า เป็นระยะที่สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นได้
- ระยะที่ 2 : กระดูกอ่อนเริ่มสึกกร่อนและบางลง ทำให้มีเสียงดังกรอบแกรบในข้อเข่า ทำให้ทำงานหนักไม่ได้
- ระยะที่ 3 : กระดูกอ่อนสึกกร่อน และมีกระดูกงอกมากขึ้น ทำให้มีอาการปวดมากขึ้น มีอาการบวม เคลื่อนไหวติดขัด แต่ยังทำกิจวัตรประจำวันได้
- ระยะที่ 4 : กระดูกอ่อนรอบข้อต่อสึกกร่อนมาก ทำให้มีอาการปวดเข่ามาก เข่าผิดรูป ยืนเดินไม่มั่นคง เสี่ยงต่อการหกล้มได้ง่าย ไม่สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ รู้สึกปวดตลอดเวลา เดินไม่ไหว หรือ จะต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง
วิธีการถนอมข้อเข่าป้องกันข้อเข่าเสื่อม
- ควบคุมน้ำหนักตัว การลดน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม จะลดแรงกระทำที่เข่าถึง 3 กิโลกรัม เพราะเมื่อข้อเข่ารองรับน้ำหนักมากก็มีโอกาสข้อเข่าเสื่อมเร็วขึ้น
- ท่านั่ง ควรนั่งบนเก้าอี้สูงระดับเข่า ซึ่งเมื่อนั่งห้อยขาแล้วฝ่าเท้าจะวางราบกับพื้นพอดี หลีกเลี่ยงการยกของหนัก การนั่งยองๆ นั่งขัดสมาธิ นั่งคุกเข่า นั่งพับเพียบนานๆ หรือบ่อยครั้ง หัวเข่าจะได้รับแรงกดทับสูงกว่าปกติและทำให้ผิวเข่าเสียดสีกันมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเป็นข้อเข่าเสื่อมได้มากขึ้น
- การออกกำลังกายที่หักโหมเกินไป หรือกีฬาที่ใช้แรงปะทะ อาจทำให้หัวเข่ารับน้ำหนักมาก หรือเกิดการยืดหดของเข่าถี่เกินไป เสี่ยงต่อข้อเข่าเสื่อมได้เช่นกัน
- หมั่นบริหารกล้ามเนื้อต้นขาและกล้ามเนื้อรอบเข่าให้แข็งแรง เพื่อช่วยลดภาระของข้อเข่า
- หลีกเลี่ยงการขึ้น หรือลงบันไดโดยไม่จำเป็น
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้กล้ามเนื้อรอบข้อเข่าแข็งแรง
- ในระยะที่มีอาการปวดควรหลีกเลี่ยงกีฬาที่ต้องกระโดด เช่น วิ่ง หรือเล่นเทนนิส เป็นต้น การออกกำลังกายที่แนะนำ ได้แก่ ว่ายน้ำ เดิน เป็นต้น
- ควรใช้ไม้เท้าเมื่อยืนหรือเดิน โดยเฉพาะผู้ที่มีอาการปวดเข่ามาก หรือมีข้อเข่าโก่งผิดรูป
ทรรศนะโรคข้อเข่าเสื่อมในทางการแพทย์แผนจีน
ตามทฤษฎีการแพทย์แผนจีนอธิบายว่า อาการปวดเข่าเกิดจากมีการอุดกั้นของพลังลมปราณและเลือด ทำให้เกิดการไหลเวียนไม่สะดวกของเลือดและลมปราณทำให้เกิดอาการปวด มีการคั่งของเลือดและของเหลวในข้อเข่าทำให้เกิดการอักเสบ การทำงานของไตพร่องอาจจะเกิดจากอายุหรือพฤติกรรม ทำให้กระดูก กระดูกอ่อน หมอนรองกระดูกในข้อเข่าเกิดการเสื่อมหรือผิดรูป
หลักการบำบัดรักษาทางการแพทย์แผนจีน
สยามแพทย์แผนจีนคลินิกทำการรักษาอาการข้อเข่าเสื่อม โดย
- การฝังเข็ม การฝังเข็มรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมนั้น ทางองค์การอนามัยโลก สมาคมความร่วมมือโรคข้อแห่งยุโรป สถาบันสุขภาพแห่งชาติของประเทศสหรัฐอเมริกา ต่างก็ยอมรับว่าการฝังเข็มมีประโยชน์ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม โดยอ้างอิงจากงานวิจัยการฝังเข็มในโรคข้อเข่าเสื่อมทั้งหมด พบว่าการฝังเข็มสามารถลดอาการปวดได้ในโรคข้อเข่าเสื่อมและเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดและลมปราณบริเวณข้อเข่า บำรุงข้อเข่า ทำให้การเคลื่อนไหว เหยียดงอของข้อเข่าดีขึ้น
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) เพื่อช่วยบำรุงหัวเข่า บำรุงไต บำรุงกระดูก เพิ่มการหมุนเวียนของเลือดและลมปราณ ลดอาการอักเสบ บรรเทาอาการปวดข้อเข่า
- ครอบแก้ว เพื่อลดอาการบวมจากการอักเสบ ลดความคั่งของเลือด ทำให้เกิดการหมุนเวียน ลดอาการปวดข้อเข่า

อาหารที่ช่วยบำรุงกระดูกและเส้นเอ็น
ส่วนประกอบ
- ถั่วเขียว ประมาณ 100 กรัม
- ลูกเดือย ประมาณ 100 กรัม
- ขิงแก่ 3-4 แผ่นบางๆ
- น้ำสะอาด 2 ลิตร
วิธีทำ
- นำลูกเดือยมาล้างให้สะอาด โดยใส่เกลือลงไปและขัดๆถูๆ หลังจากนั้นล้างน้ำจนสะอาด แช่น้ำทิ้งไว้ 4-5 ชั่วโมง หรือแช่ค้างคืนก็ได้เพื่อให้ลูกเดือยนิ่มและต้มสุกได้เร็วขึ้น
- นำถั่วเขียวมาล้างให้สะอาด แช่น้ำประมาณ 2-3 ชั่วโมง
- เทน้ำใส่หม้อ ใส่ลูกเดือย ใส่ขิง ตั้งไฟปานกลาง ต้มจนเดือด หลังจากนั้นใส่ถั่วเขียวลงไป ต้มต่ออีกประมาณ 30 นาที หรือจนลูกเดือยและถั่วเขียวนิ่ม ถ้าบางคนชอบหวานก็สามารถใส่หล่อฮั้งก้วยหรือหญ้าหวาน เพื่อเพิ่มความหวานจากธรรมชาติ
กดจุดรักษาอาการปวดเข่า
จุดตู๋ปี๋ (犊鼻穴) หรือจุดไว่ซีเหยียน (外膝眼) และจุดเน่ยซีเหยียน (内膝眼穴)
- ตำแหน่ง => อยู่ตรงรอยบุ๋มที่ขอบล่างและด้านนอกต่อเอ็นกระดูกสะบ้า
- ตำแหน่งจุดเน่ยซีเหยียน => อยู่ตรงรอยบุ๋มที่ขอบล่างและด้านในต่อเอ็นกระดูกสะบ้า
- รักษาอาการ => ปวดเข่า เข่าบวม ข้อเข่าเคลื่อนไหวไม่คล่อง รักษาอาการปวดเย็นในเข่าและคุกเข่ายาก ปวดชาที่ขา ขาไม่มีแรง
- วิธีนวดกดจุด => นวดคลึงให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ครั้งละ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
จุดเฮ่อติ่ง (鹤顶穴)
- ตำแหน่ง => อยู่บนรอยบุ๋มกึ่งกลางของกระดูกสะบ้า
- รักษาอาการ => ปวดเข่า ขาอ่อนแรง เหน็บชา
- วิธีนวดกดจุด => นวดคลึงให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ครั้งละ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
จุดอินหลิงเฉวียน (阴陵泉穴)
- ตำแหน่ง => แอ่งใต้หัวกระดูกหน้าแข้งบริเวณด้านในของขาท่อนล่าง
- ข้อบ่งใช้ => ปวดเข่า ท้องอืด ท้องเสีย บวมน้ำ ดีซ่าน ปัสสาวะขัด ปัสสาวะไม่คล่องหรือควบคุมปัสสาวะไม่ได้
- วิธีนวดกดจุด => นวดคลึง 1-3 นาที
จุดหยางหลิงเฉวียน (阳陵泉穴)
- ตำแหน่ง => อยู่ด้านนอกแข้ง ตรงรอยบุ๋มหน้าและใต้หัวกระดูกเฉียงลงด้านหน้าที่มีรอยบุ๋ม
- ข้อบ่งใช้ => ปวดบวมเข่า ปวดขา ขาลีบ ชาขา ขาอ่อนแรง ปวดสีข้าง ปากขม คลื่นไส้ อาเจียน ดีซ่าน ลมชักในเด็ก
- วิธีนวดกดจุด => นวดคลึง 1-3 นาที
จุดจู๋ซานหลี่ (足三里)
- ตำแหน่ง => จุดจู๋ซานหลี่อยู่ใต้จุดตู๋ปี๋ 3 ชุ่นหรือใช้ 4 นิ้ว (ชี้ กลาง นาง ก้อย) ทาบลงไป และห่างจากกระดูกหน้าแข้งด้านนอก 1 นิ้วมือ
- รักษาอาการ => บำรุงสุขภาพ รักษาอาการปวดเข่า ปวดขาและเท้า อ่อนเพลียไม่มีแรง อัมพฤกษ์ อัมพาต อัมพาต บำรุงม้ามกระเพาะ กรดไหลย้อน เสริมภูมิคุ้มกัน ใบหน้า หูอื้อ หวัด ไอ หอบหืด เสมหะมาก วัณโรคปอด ท้องอืดแน่น อาเจียน ท้องเสีย ท้องผูก ลำไส้อักเสบ ไส้ติ่งอักเสบ ใจสั่น แน่นหน้าอก กลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะติดขัด ตกขาว ไส้เลื่อน
- วิธีนวดกดจุด => กดนวดคลึงให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ประมาณ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง