ความดันโลหิตต่ำ

ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension)
ความดันโลหิตคืออะไร ?
ความดันโลหิต คือค่าความดันของกระแสเลือดที่ส่งแรงกระทบกับผนังหลอดเลือดแดง เกิดจากกระบวนการของหัวใจในการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงทั่วร่างกาย โดยความผิดปกติที่เกิดขึ้นจากค่าความดันโลหิต คือ ความดันโลหิตสูง และความดันโลหิตต่ำ ค่าความดันโลหิต เป็นหน่วยมิลลิเมตรปรอท (mmHg)โดยวัดได้ 2 ค่า ได้แก่
- ความดันโลหิตค่าบน คือแรงดันโลหิตที่เกิดจากการบีบตัวของหัวใจเต็มที่
- ความดันโลหิตค่าล่าง คือแรงดันโลหิตที่เกิดจากการคลายตัวของหัวใจ
การเตรียมตัวเพื่อวัดความดันโลหิต
- ก่อนวัดความดันโลหิต 30 นาที ไม่ควรดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน แอลกอฮอล์ หรือออกกำลังกายอย่างหนัก รวมถึงไม่อยู่ในภาวะโกรธ วิตกกังวลหรือเครียด
- ควรนั่งพักก่อนทำการตรวจวัดความดันประมาณ 5-15 นาที นั่งหลังพิงพนักเก้าอี้ เท้า 2 ข้างวางราบกับพื้น ห้ามนั่งไขว่ห้าง
- ไม่ควรพูดคุยขณะที่กำลังวัดความดัน
- วัดความดันโลหิตวันละ 2 ช่วงเวลา คือช่วงเช้าและช่วงเย็น โดยแต่ละช่วงเวลาให้วัดอย่างน้อย 2 ครั้งแต่ละครั้งห่างกัน 1 นาที ควรวัดติดต่อกัน 7 วันหรืออย่างน้อย 3 วัน
ปัจจัยที่มีผลต่อความดันโลหิต
ความดันโลหิตเปลี่ยนแปลงได้ตามปัจจัยแวดล้อมต่างๆ ดังนี้
- อายุ ส่วนใหญ่เมื่ออายุมากขึ้น ความดันโลหิตจะสูงขึ้น ตัวอย่างเช่น ขณะอายุ 18 ปี ความดันโลหิต เท่ากับ 120/70 มม.ปรอท แต่พออายุ 60 ปี ความดันโลหิตอาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 140/90 แต่ก็ไม่ได้เป็นกฎตายตัวว่าอายุมากขึ้นความดันโลหิตจะสูงขึ้นเสมอไป อาจวัดได้ 120/70 เท่าเดิมก็ได้
- เวลา ความดันโลหิตจะขึ้นๆลงๆไม่เท่ากันตลอดวัน เช่น ตอนเช้าความดันซิสโตลิก (ความดันตัวบน) อาจจะวัดได้ 130 มม.ปรอท ขณะที่ตอนช่วงบ่ายอาจวัดได้ถึง 140 มม.ปรอท ขณะนอนหลับอาจวัดได้ต่ำถึง 100 มม.ปรอท เป็นต้น
- จิตใจและอารมณ์ พบว่ามีผลต่อความดันโลหิตได้มาก ขณะที่ได้รับความเครียดอาจทำให้ความดันโลหิตสูงกว่าปกติได้ถึง 30 มม.ปรอท ขณะที่พักผ่อนความดันโลหิตก็จะสามารถกลับมาสู่ภาวะปกติได้ เมื่อรู้สึกเจ็บปวดก็เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นได้เช่นกัน
- เพศ พบว่าเพศชายจะเป็นโรคความดันโลหิตสูงได้บ่อยกว่าเพศหญิง
- พันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ผู้ที่มีบิดาและมารดาเป็นโรคความดันโลหิตสูงมีแนวโน้มที่จะเป็นโรคนี้มากกว่าผู้ที่ไม่มีประวัติในครอบครัว สิ่งแวดล้อมที่เคร่งเครียดก็ทำให้มีแนวโน้มการเป็นโรคความดันสูงขึ้นด้วยเช่นกัน
- สภาพภูมิศาสตร์ ผู้ที่อยู่ในสังคมเมืองจะพบภาวะความดันโลหิตสูงมากกว่าในสังคมชนบท
- เชื้อชาติ พบว่าชาวแอฟริกันอเมริกันมีความดันโลหิตสูงมากกว่าชาวอเมริกันผิวขาว
- เกลือ ผู้ที่กินเกลือมากจะมีโอกาสเกิดโรคความดันโลหิตสูงมากกว่าผู้ที่กินเกลือน้อย




ระดับความดันโลหิต
- ระดับเหมาะสม ค่าความดันโลหิตน้อยกว่า 120 / 80 มม.ปรอท
- ระดับปกติ ค่าความดันโลหิตระหว่าง 120-129 / 80-84 มม.ปรอท
- ระดับสูงกว่าปกติ ค่าความดันโลหิตระหว่าง 130-139 / 85-89 มม.ปรอท
ความดันโลหิตต่ำ (Hypotension)
โดยทั่วไปในทางการแพทย์ ความดันโลหิตของผู้ใหญ่ที่ต่ำกว่า 90/60 มิลลิเมตรปรอท (MmHg) จะถูกจัดว่าเข้าข่ายความดันโลหิตต่ำ หากมีค่าความดันโลหิตต่ำอย่างสม่ำเสมอ แต่รู้สึกสบายดี แพทย์อาจตรวจติดตามผลในระหว่างการตรวจประจำปีเท่านั้น อย่างไรก็ตามความดันโลหิตต่ำอาจดูเหมือนเป็นเรื่องปกติไม่ถือเป็นปัญหาสุขภาพ แต่สำหรับคนจำนวนมากภาวะความดันโลหิตต่ำอาจทำให้เกิดอาการวิงเวียนศีรษะและเป็นลมได้ และกรณีที่รุนแรงความดันโลหิตต่ำอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ด้วย
สาเหตุของความดันโลหิตต่ำ
สาเหตุของภาวะความดันโลหิตต่ำนั้น มีได้ตั้งแต่ภาวะขาดน้ำจนถึงความผิดปกติทางการแพทย์ที่ร้ายแรง สิ่งสำคัญคือต้องค้นหาว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดภาวะความดันโลหิตต่ำเพื่อให้การรักษาอย่างถูกต้องแต่เนิ่นๆ
- การตั้งครรภ์ เนื่องจากระบบไหลเวียนโลหิตขยายตัวอย่างรวดเร็วในระหว่างตั้งครรภ์ ความดันโลหิตจึงมีแนวโน้มลดลง และจะกลับสู่ระดับปกติในช่วงก่อนตั้งครรภ์หลังจากคลอด
- ผู้ที่ป่วยเกี่ยวกับโรคในหัวใจ เช่น โรคทางลิ้นหัวใจ หัวใจวาย และภาวะหัวใจล้มเหลว
- ผลกระทบจากโรคอื่นๆ เช่น ปัญหาต่อมไร้ท่อ โรคพาราไทรอยด์ ภาวะต่อมหมวกไตไม่เพียงพอ ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำจากโรคเบาหวาน
- ภาวะขาดน้ำ อาจทำให้เกิดอาการอ่อนแรง วิงเวียนศีรษะและเหนื่อยล้า
- เสียเลือดมาก การสูญเสียเลือดจำนวนมาก เช่น จากการบาดเจ็บสาหัสหรือเลือดออกภายในร่างกาย ส่งผลให้ความดันโลหิตลดลงอย่างรุนแรง
- การติดเชื้อรุนแรง
- การขาดสารอาหาร ได้แก่ วิตามิน B-12 โฟเลตและธาตุเหล็ก อาจทำให้ร่างกายไม่สามารถผลิตเซลล์เม็ดเลือดแดงได้เพียงพอ
- การรับประทานยาบางชนิด เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาสำหรับโรคพาร์กินสันและยากล่อมประสาทบางชนิด

อาการความดันโลหิตต่ำ
สำหรับบางคนความดันโลหิตต่ำเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงปัญหาพื้นฐาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อความดันโลหิตลดลงอย่างกะทันหันหรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น
- วิงเวียนศีรษะหรือหน้ามืดเป็นลม
- ตาพร่ามัว
- คลื่นไส้
- อ่อนเพลีย
- ขาดสมาธิ
- ช็อกหมดสติ
อาการของโรคทางทรรศนะแพทย์แผนจีน
ทางการแพทย์แผนจีนมองอาการความดันโลหิตต่ำจัดอยู่ในกลุ่มอ่อนแอไร้กำลัง เนื่องจากภาวะชี่พร่องเป็นพื้นฐาน ซึ่งเกี่ยวพันถึงหัวใจ ปอด ม้าม ไต และอวัยวะภายในต่างๆ เส้นลมปราณที่ไปหล่อเลี้ยงหัวใจ ปอด มีภาวะชี่พร่องไม่สามารถผลักดันเลือดให้ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะต่างๆ ได้อย่างพอเพียง รวมถึงชี่ม้ามอ่อนแอทําให้ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงชี่และเลือดได้ ชี่ไตพร่อง ชี่และเลือดไม่สามารถโคจรได้เป็นปกติเกิดพร่องในเส้นลมปราณและทําให้การหล่อเลี้ยงบํารุงทําได้ไม่ดี ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ล้วนเป็นสาเหตุของโรคทั้งสิ้น
อาการและอาการแสดงออก
กลุ่มที่มีอาการเล็กน้อย จะมีอาการเพียงเวียนศีรษะ ปวดศีรษะ ความอยากอาหารลดลง เหนื่อยอ่อนเพลีย สีหน้าซีด การย่อยอาหารไม่ดี เมารถ เมาเรือง่าย รวมทั้งควบคุมอารมณ์ได้ไม่ดี ปฏิกิริยาเชื่องช้า จิตใจไม่สดชื่น กลุ่มที่มีอาการมากจะมีอาการหัวใจเต้นเร็วไม่ต่อเนื่อง มักเวียนศีรษะในท่ายืน หายใจลําบาก เสียงค่อยคลุมเครือ ร่างกายขาดการบํารุง แขนขาทั้งสี่หนาวเย็น หรือในรายที่อาการรุนแรงอาจเป็นมากจนถึงขั้นเป็นลมหมดสติได้
การวินิจฉัยทางแพทย์แผนจีน
- เกิดจากหยางหัวใจอ่อนแอ
- อาการทางคลินิก : มีอาการวิงเวียนศีรษะ ขี้ลืม จิตใจเศร้าซึม หดหู่ อ่อนเพลีย ง่วงซึม เฉื่อยชา สีหน้าซีดขาว แขนขาอ่อนแรง มือเท้าเย็น
- ลักษณะลิ้น : ซีดอ้วนนิ่ม
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรจมเล็กหรือเชื่องช้าและไม่มีแรง
- เกิดจากจงชี่ไม่เดิน
- อาการทางคลินิก : มีอาการเวียนศีรษะ หายใจลําบาก เหงื่อออกเอง แขนขาปวดเมื่อยไม่มีแรง ความอยากอาหารลดลง
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด ฝ้าขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรเชื่องช้าไม่มีแรง
- หยางหัวใจและไตพร่อง
- อาการทางคลินิก : มีอาการวิงเวียนศีรษะ หูอื้อ ใจสั่น เมื่อยเอวเข่าอ่อน แขนขาเย็นมีเหงื่อออกง่าย มือเท้าเย็น ความต้องการทางเพศลดลง ปัสสาวะบ่อยในช่วงกลางคืน
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีดฝ้าบางขาว
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรจมเล็ก
- หยางชี่อ่อนแอ
- อาการทางคลินิก : มีอาการวิงเวียนศีรษะ สีหน้าซีดคล้ำ คลื่นไส้อาเจียน แขนขาเย็นมีเหงื่อออกง่าย ท่าทางการเดินไม่มั่นคง ยืนลําบาก สติเหม่อลอยไม่อยู่กับเนื้อกับตัว ใจลอย เป็นมากก็อาจเป็นลมได้
- ลักษณะลิ้น : ลิ้นซีด
- ลักษณะชีพจร : ชีพจรจมเล็กไม่มีแรง

การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน
- ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลผลิตจากสมุนไพรจีน 100% (ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ปราศจากสารสเตียรอยด์และสารเคมี) ตามแต่ละอาการ เช่น
- อาการความดันต่ำตามกลุ่มอาการหยางหัวใจอ่อนแอ ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงหยางของหัวใจ บำรุงชี่และเลือด ปรับสมดุลความดันโลหิต
- อาการความดันต่ำตามกลุ่มอาการจงชี่ไม่เดิน ทานยาสมุนไพรจีนที่มีสรรพคุณบำรุงจงชี่ บำรุงม้าม ปรับสมดุลชี่และเลือด ปรับสมดุลความดันโลหิต
- ฝังเข็มตามกลุ่มอาการ ทำการฝังเข็มปรับสมดุลร่างกายตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
- อาการความดันต่ำตามกลุ่มอาการหยางหัวใจและไตพร่อง ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณบำรุงหยางหัวใจ บำรุงไต ปรับสมดุลความดันโลหิต
- อาการความดันต่ำตามกลุ่มอาการหยางชี่อ่อนแอ ทำการฝังเข็มตามจุดเส้นลมปราณที่มีสรรพคุณบำรุงหยางชี่ ดึงหยางให้กลับมาและทำให้หยางแข็งแรง บำรุงเลือด ปรับสมดุลความดันโลหิต
สมุนไพรบรรเทาอาการความดันต่ำ
- เก๋ากี้ มีสารอาหารมากมายโดยเฉพาะสารพอลิแซคคาไรด์ซึ่งสารดังกล่าวนี้มีหน้าที่ในการฟื้นฟูสภาพเซลล์ให้ฟื้นคืนสภาพได้ดี บำรุงตับ บำรุงไต ช่วยในการบำรุงและสร้างโลหิต ทำให้ระบบโลหิตทำงานได้ดีขึ้น เนื่องจากหนึ่งในสาเหตุของอาการความดันโลหิตต่ำจะเกิดจากเลือดไม่พอ การทานเก๋ากี้จะเป็นการบำรุงเลือดเพื่อให้เลือดเพียงพอจะช่วยลดอาการความดันต่ำได้ สามารถนำมาทานสดหรือนำมาประกอบอาหารก็ได้
- พุทราแดงจีน มีสารอาหารประเภทสังกะสี ธาตุเหล็ก แมงกานีสปริมาณสูงซึ่งสารอาหารดังกล่าวเป็นสารอาหารที่มีผลในการบำรุงและเสริมสร้างโลหิต ดังนั้นการทานพุทราแดงจีนจึงช่วยในการบำรุงเลือดได้เป็นอย่างดี โดยมากในประเทศไทยจะพบพุทราแดงจีนในรูปแบบอบแห้ง ซึ่งสามารถทานสดหรือนำมาใช้ประกอบอาหารก็ได้
- ธัญพืชต่างๆ เช่น ถั่วชนิดต่างๆ ข้าวกล้อง ข้าวสาลี ข้าวบาเลย์ ข้าวโอ๊ต งา เป็นต้น ซึ่งในธัญพืชจะเป็นอาหารกลุ่มบำรุง ย่อยง่าย ร่างกายสามารถดูดซึมสารอาหารไปใช้งานได้เร็ว การทานธัญพืชเป็นประจำจะช่วยให้ร่างกายมีกำลังมากขึ้น ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น ทำให้ร่างกายได้รับเลือดเพียงพอจะทำให้ไม่เกิดอาการหน้ามืดหรือเป็นลมได้ง่าย นอกจากนี้ในธัญพืชบางชนิด เช่น ถั่วแดงจะมีผลในการเสริมสร้างเลือดอีกด้วย
- อินทผาลัม อุดมด้วยสารอาหาร โพแทสเซียม ธาตุเหล็ก ซึ่งช่วยในการบำรุงเลือดและระบบประสาท ทำให้อาการความดันต่ำดีขึ้น




คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน
- เพิ่มสารอาหารและรับประทานอาหารมื้อเล็กๆที่มีคาร์โบไฮเดรตต่ำ
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ
- หลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการนอนดึก และเวลานอนไม่ควรนอนหนุนหมอนที่ต่ำเกินไป
- ไม่ควรยืนนานๆ หรือเปลี่ยนอิริยาบถอย่างรวดเร็วเกินไป
- ใช้ยาอย่างระมัดระวัง โดยแจ้งให้แพทย์ทราบถึงปัญหาความดันโลหิตต่ำ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ส่งผลให้ความดันโลหิตลดต่ำลง
- ตรวจเช็คความดันโลหิตอย่างสม่ำเสมอ
- ควรทานอาหารกลุ่มบำรุงเลือด
กดจุดบรรเทาอาการความดันโลหิตต่ำ
จุดเน่ยกวน (内关)
- ตำแหน่ง => อยู่บริเวณใต้รอยพับข้อมือลงมา 2 ชุ่น หรือใช้ 3 นิ้ว ( ชี้ กลาง นาง ) ทาบลงไป อยู่ตรงกลางระหว่างเส้นเอ็นทั้ง 2 เส้น
- รักษาอาการ => นอนไม่หลับ บำรุงหัวใจ ปรับความดันโลหิต ใจสั่น เจ็บหัวใจ หัวใจเต้นผิดจังหวะ เจ็บหน้าอกและชายโครง ปวดเกร็งแขน ข้อศอก และข้อมือ อัมพฤกษ์ อัมพาต ไมเกรน เวียนศีรษะ แน่นหน้าอก หายใจตื้น ความจำเสื่อม โรคซึมเศร้า
- วิธีนวดกดจุด => กดนวดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ ประมาณ 2-3 นาที วันละ2-3 ครั้ง
จุดเสวียไห่ (血海穴)
- ตำแหน่ง => อยู่ขอบบนด้านในของกระดูกสะบ้าเฉียงขึ้นไป 2 ชุ่น
- รักษาอาการ => ในการแพทย์จีน จุดนี้คือทะเลแห่งเลือด จะช่วยระบบเลือดและน้ำเหลืองได้ดีมากๆ จึงรักษาอาการประจำเดือนผิดปกติ ประจำเดือนมามาก ประจำเดือนไม่มา ลมพิษ คันที่ผิวหนังเรื้อรัง ไฟลามทุ่ง และปวดต้นขาด้านในได้เป็นอย่างดี
- วิธีนวดกดจุด => ให้นวดกดคลึงเบาๆ ให้รู้สึกปวดๆ หน่วงๆ ตึงๆ 2-3 นาที วันละ 2-3 ครั้ง
จุดไป๋ฮุ่ย (百会)
- ตำแหน่ง => อยู่กึ่งกลางระหว่างเส้นเชื่อมจากยอดใบหูทั้ง 2 ข้าง บรรจบกับเส้นที่ลากจากปลายจมูกขึ้นมาตรงกลางศีรษะ
- รักษาอาการ =>นอนไม่หลับ ปวดศีรษะ ปวดไมเกรน อัมพฤกษ์ อัมพาต เส้นเลือดในสมองตีบ เส้นเลือดในสมองแตก หูมีเสียง ลมบ้าหมู ลมชัก รักษาอาการซึมเศร้า รักษาอาการทางจิตประสาท ภาวะสมองเสื่อม แขนขากระตุก อัมพาตใบหน้า
- วิธีนวดกดจุด => ใช้นิ้วชี้หรือนิ้วกลาง หรือทั้ง 2 นิ้ว กดนวดคลึงไปมา 100 ครั้ง วันละ 2-3 ครั้ง