อาการปวดประจำเดือน
Website Banner
     
 
 
 
    บทความสุขภาพ
 
     
   
 
เพิ่มความสูง
 
   
 
ออฟฟิศซินโดรม
 
   
 
ปวดศีรษะ,ไมเกรน
 
   
 
นอนไม่หลับ
 
   
 
กรดไหลย้อน

   
 
ปวดเอว
 
   
 
อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก
 
   
 
    
 โรคปวดกระเพาะอาหาร


 
 
 
    
 อาการอาเจียน
 
 

 
    
บทความฝ้า
 
 

 
    
สิวเรื่องหนักใจบนใบหน้า
 
 
 
 
   
โรคภูมิแพ้ โรคของคนติดสะดวกสบาย
 
   
 
   
บทความหูอื้อ
 
   
 
   
บทความอาการไอ
 
   
 
   
หมอนรองกระดูกทับเส้น ฯ
 
   
 
   
บทความความอ้วน
 
   
 
   
โรคซึมเศร้า
 
   
 
   
โรคท้องผูก
 
   
 
   
อาการปวดประจำเดือน
 
   
 
   
อัมพฤกษ์ อัมพาต
 
   
 
   
ไขมันพอกตับ
 
   
 
   
โรคพาร์กินสัน
 
   
 
   
โรคสะเก็ดเงิน
 
   
 
   
ช็อกโกแลตซีสต์
 
   
 
   
โรคตับแข็ง
 
   
 
   
โรคเกาต์
 
   
 
   
ผมร่วง
 
   
 
   
โรคหอบ โรคหืด
 
   
 
   
เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
 
   
 
   
โรคงูสวัด
 
   
 
   
อาการตาแห้ง
 
   
 
   
โรคลมชัก
 
   
 
   
อาการอ่อนเพลีย
 
   
 
   
โรครูมาตอยด์
 
   
 
   
อาการเวียนศีรษะ
 
   
 
   
อาการไหล่ติด,ปวดไหล่
 
   
 
   
อาการใจสั่น
 
   
 
   
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
 
   
 
   
อาการต้อกระจก
 
   
 
   
อาการไอร้อยวัน
 
   
 
   
โรคทางต่อมไทรอยด์
 
   
 
   
เนื้องอกในมดลูก
 
   
 
   
อาการสะอึก
 
   
 
   
ความดันโลหิตต่ำ
 
   
 
   
ภาวะมีบุตรยาก
 
 
 
 
   
ถุงน้ำในรังไข่หลายใบ
 
   
 
  อาการเจ็บคอ
 
   
 
  เสื่อมสมรรถภาพในผู้ชาย
 
   
 
  อาการวัยทอง
 
   
 
  อาการท้องเสีย
 
   
     
     

 

 
 
    บทความอื่น ๆ
 
 

 
ฝังเข็มวิธีการระดับโลกที่กรมอนามัยโลกรับรอง
 
   
 

 
การแพทย์จีนความเชื่อมั่นที่ยาวนานกว่า 5000ปี 
 
   
 
เก๋ากี๋ยาอายุวัฒนะ 3000ปี

   
 
ล้างพิษตับของดีที่คนโจมตี
 
   
 

อาการปัสสาวะติดขัด
 
   
   
     
   :: สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์ ::  
 
 
   
 
 
 
 
สั่งพิมพ์/Print
ประจำเดือน
เรื่องใกล้ตัวที่ไม่ควรมองข้าม





      ประจำเดือน หรือ รอบเดือน หรือ ระดู (  Menstruation หรือ Period ) คือภาวะที่เลือดและเนื้อเยื่อต่างๆ ไหลออกมาทางปากมดลูก โดยเลือดดังกล่าวเกิดจากเยื่อบุโพรงมดลูกหลุดลอกออกมา โดยมีฮอร์โมนที่ชื่อว่า "เอสโตรเจน" และ "โปรเจสเตอโรน" ( Estrogen and Progesterone) ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะคอยควบคุมการสร้างและหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูก โดยแต่ละรอบของการสร้างและหลุดจะมีช่วงเวลาประมาณ 26 - 30 วัน ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล   



  วงจรการเกิดประจำเดือน

    การเกิดประจำเดือนของผู้หญิงจะเกิดซ้ำ ๆ กันทุก ๆ เดือนจนกว่าจะเกิดการตั้งครรภ์ หรือถึงวัยหมดประจำเดือน ซึ่งการเกิดประจำเดือนมีวงจรการเกิดดังนี้

    สัปดาห์ที่ 1 ร่างกายจะทำการส่งสัญญาณให้รังไข่สร้างฮอร์โมน follicle stimulating hormone (FSH) และ lutinizing hormone (LH)  เพื่อกระตุ้นให้มีการตกไข่อย่างน้อย 1 ใบ เมื่อเกิดการตกไข่แล้วไข่ใบดังกล่าวจะเจริญเติบโตจนถึงระยะไข่สุก เมื่อไข่สุกแล้วร่างกายจะทำการผลิตฮอร์โมน เอสโตรเจน (Estrogen) ออกมาทำให้ผนังมดลูกหนาขึ้น

    สัปดาห์ที่ 2 ระยะไข่ตก เมื่อไข่สุกเต็มที่แล้ว ไข่จะถูกปล่อยไปยังปลายท่อรังไข่และเคลื่อนตัวไปยังมดลูก ในช่วงนี้ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะสูงขึ้น ทำให้ช่องคลอดมีของเหลวออกมาเพื่อหล่อเลี้ยงผนังมดลูก

    สัปดาห์ที่ 3 ระยะหลังไข่ตก ช่วงนี้ฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน (Progesterone) จะเริ่มสูงขึ้น ในช่วงนี้หากไข่ไม่ได้รับการผสมกับสเปิร์ม ไข่จะเกิดการสลายและไหลออกมาทางช่องคลอด จากนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนและโพรเจสเทอโรน จะเริ่มผลิตน้อยลง

    สัปดาห์ที่ 4 ระยะเกิดประจำเดือน ในตอนนี้ระดับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน และ ฮอร์โมนเอสโตรเจนจะลดลงมากผนังมดลูกที่ถูกสร้างให้หนาจะเริ่มลอกตัวออกมาเป็นประจำเดือน
 


  สาเหตุของประจำเดือนผิดปกติ

    เกิดจากความผิดปกติของฮอร์โมน การที่ฮอร์โมนผิดปกติในร่างกายของสตรีมีผลให้ร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในส่วนของระบบประจำเดือนและมดลูก อาจเป็นผลให้ประจำเดือนมาช้ากว่าปกติ หรือมาเร็วกว่าปกติ หรืออื่น ๆ ตามสภาพการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน

    เกิดจากความเครียด วิตกกังวล อารมณ์ดังกล่าวมีผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนในร่างกายของสตรี ซึ่งฮอร์โมนที่เปลี่ยนแปลงอาจมีผลให้ประจำเดือนผิดปกติได้

    เกิดจากการทานอาหารที่มีความเย็นมากเกินไป เช่นไอศกรีม น้ำเย็น ชาเย็น กาแฟเย็น เป็นต้น ซึ่งอาหารที่มีความเย็นมีผลให้เลือดเกิดความหนืดข้น ไหลเวียนได้ช้าลง และอาจทำให้เกิดลิ่มเลือด ซึ่งการไหลเวียนของเลือดที่ไม่ดีทำให้ระบบประจำเดือนขาดความเสถียรทำให้เกิดความผิดปกติได้ หากเกิดในระยะยาวทำให้เกิดเลือดและของเสียตกค้างเป็นผลให้เกิดเนื้องอก หรือช๊อกโกแลตซีสต์ได้

    เกิดจากการทานอาหารไม่สมดุล เช่น การทานอาหารไม่ครบห้าหมู่ ทานอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทำให้ร่างกายสร้างเลือดไม่พอ เมื่อสร้างเลือดไม่พอ ทำให้สร้างพลังชี่ไม่พอ เมื่อชี่ไม่พออาจทำให้ระบบร่างกายเกิดความผิดปกติซึงอาจมีผลต่อระบบประจำเดือนด้วย

    เกิดจากการทานอาหารที่มีสารเร่งฮอร์โมนมากเกินไป หรืออาหารตกแต่งพันธุกรรม (GMO) เช่น ไก่ ไข่ หมู ข้าวโพด ถั่วเหลือง และอื่น ๆ ที่มีสารเร่งการเจริญเติบโต อาหารที่มีการใช้ฮอร์โมนหรือสารเร่งอาจจะทำให้ร่างกายได้รับฮอร์โมนหรือสิ่งที่ทำให้ร่างกายเกิดการผิดปกติได้

    เกิดจากทานยาคุมกำเนิด หรือยาเลื่อนประจำเดือน สตรีบางท่านที่มีความจำเป็นต้องเลื่อนประจำเดือน เช่น นักว่ายน้ำที่จะแข้งกีฬา สาว ๆ ที่จะไปเที่ยวทะเล หรือน้ำตกแต่กลัวประจำเดือนมา จึงทานยาเลื่อนประจำเดือน ในบางรายอาจต้องการรักษาสิวจึงทานยาคุมกำเนิดเพื่อรักษาสิว เนื่องด้วยสารประกอบในยาดังกล่าวจะประกอบด้วยฮอร์โมนเพศหญิงเป็นหลัก และใช้สารเคมีเป็นส่วนประกอบหลัก การทานยาคุมกำเนิดในระยะยาวอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงฮอร์โมนเพศหญิง รวมถึงอาจทำให้ผนังมดลูกหนา ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา ในระยะยาวอาจทำให้เกิดเนื้องอกในมดลูกได้

    เกิดจากภาวะมดลูกผิดปกติแต่กำเนิด
ผู้หญิงบางคนเกิดมาด้วยสภาวะมดลูกผิดปกติแต่กำเนิด เช่น ผนังมดลูกหนากว่าปกติ หรืออาการอื่น ๆ ซึงจะมีผลต่อปัจจัยทำให้ประจำเดือนผิดปกติได้

    เกิดจากการทำงานหนัก การพักผ่อนไม่เพียงพอ ทำให้พลังงาน (ชี่) ในร่างกายไม่เพียงพอ หรือขาดความสมดุล ซึ่งมีผลต่อระบบประจำเดือนโดยตรง เช่นพลังงานในร่างกายไม่พอทำให้ร่างกายมีพลังไม่พอที่จะเหนี่ยวหรือยกรั้ง มดลูกให้อยู่ในตำแหน่งที่ปกติทำให้เกิดมดลูกตกหรือหย่อนยาน ซึ่งมีผลต่อประจำเดือนเป็นต้น

    การออกกำลังกายหนัก การยกของหนัก กิจกรรมดังกล่าวทำให้เกิดแรงต้านขึ้นในร่างกายได้ เช่น หากยกน้ำหนัก 10 กิโลกรัม ร่างกายจะสร้างแรงต้านขึ้นมา 10 กิโลกรัมเพื่อถ่วงน้ำหนักซึ่งแรงต้านดังกล่าวหากในบางกรณีจะตกไปอยู่ที่มดลูกซึ่งอาจทำให้มดลูกตก หรือหย่อนยานได้ ซึ่งอาจทำให้ประจำเดือนเกิดการตกค้าง หรือถูกขับออกมาไม่หมดได้

    เกิดจากอาชีพที่ต้อง ยืน เดิน หรือใส่รองเท้าส้นสูงเป็นเวลานาน ๆ เช่น แอร์โฮสเตส พนักงานขายสินค้า มัคคุเทศก์ และอื่น ๆ ซึ่งอาชีพดังกล่าวต้องใช้ร่างกายอย่างหนัก อาจต้องยืน หรือเดินเป็นเวลานาน  รวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ และอาจต้องใส่ส้นสูงเป็นเวลานาน อาจเป็นผลให้ระบบร่างกายช่วงตั้งแต่เอวลงไปเกิดการขัด ตึง ยึด ซึ่งอาจมีผลต่อระบบประจำเดือน

    เกิดจากการกลั้นปัสสาวะเป็นเวลานาน เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะอยู่ใกล้มดลูก เมื่อกลั้นปัสสาวะกระเพาะปัสสาวะจะมีขนาดใหญ่ขึ้นเพื่อกักเก็บปัสสาวะจนเป็นผลให้เกิดการเบียดกับมดลูกได้ ซึ่งในบางกรณีอาจทำให้มดลูกอยู่ผิดตำแหน่ง ซึ่งการผิดตำแหน่งของมดลูก จะทำให้การไหลของประจำเดือนผิดปกติได้

    การไอ การจามต่อเนื่องเรื้อรังเป็นระยะเวลานาน เพราะการไอหรือการจามทำให้เกิดแรงดันลงด้านล่างและขึ้นด้านบนของร่างกาย จะทำให้มดลูกและกระเพาะปัสสาวะเลื่อนต่ำลง หรือผิดตำแหน่ง ซึ่งมีผลต่อประจำเดือน และการกลั้นปัสสาวะในระยะยาว

    เกิดจากการดื่มน้ำน้อย และการทานของหวาน เนื่องจากการดื่มน้ำน้อย และการทานของหวานจะทำให้เลือดหนืดข้น ซึ่งการที่เลือดหนืดข้นจะทำให้ระบบเลือดและประจำเดือนเกิดการติดขัดได้



  ประจำเดือนในภาวะปกติตามทฤษฎีแพทย์แผนจีน

    ในทฤษฎีแพทย์แผนจีนได้กล่าวถีงประจำเดือนที่เป็นปกติไว้ดังนี้
    - ผู้หญิงที่มีสุขภาพสมบูรณ์แข็งแรงจะเริ่มมีประจำเดือนครั้งแรกอายุประมาณ 13-15 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
    - การเกิดประจำเดือนโดยปกติจะอยู่ระหว่าง 28 วัน แต่หากประจำเดือนอยู่ระหว่าง 21-35 วัน ยังถือว่าเป็นปกติ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล                       
    - ระยะที่มีประจำเดือนประมาณ 3-7 วัน แต่โดยส่วนใหญ่จะมาประมาณ 4-5 วัน
    - ปริมาณของประจำเดือน วันที่ 1 มาน้อย วันที่ 2 มามาก วันที่ 3 มามากขึ้น วันที่ 4 ค่อยๆน้อยลงตามลำดับ
    - วัยหมดประจำเดือนอายุประมาณ 49 ปี
    - สีของประจำเดือนควรเป็นสีแดง ไม่มีลิ่ม ไม่เป็นก้อน
    - ช่วงมีประจำเดือนจะต้องไม่มีความรู้สึกอะไร แต่อาจจะมีเมื่อยๆที่เอวเล็กน้อย ท้องน้อยโตขึ้นเล็กน้อย อารมณ์เปลี่ยนแปลงเล็กน้อยก่อนมีประจำเดือนหรือในระหว่างมีประจำเดือนเท่านั้น

    กล่าวคือประจำเดือนปกติในทรรศนะแพทย์แผนจีนคือ ช่วงที่มีประจำเดือนจะต้องไม่เกิดภาวะปกติใด ๆ คือแม้มีประจำเดือนจะต้องมีภาวะไม่ต่างจากตอนไม่มีประจำเดือนนั่นเอง
 





  ประจำเดือนผิดปกติ คืออะไร

    ประจำเดือนผิดปกติ คือ อาการไม่ปกติระหว่างมีประจำเดือน ซึ่งอาการไม่ปกติเหล่านี้มีหลายอาการ เช่น ปวดท้อง มึนศีรษะ ปวดศีรษะ ง่วง มึนงง และอีกหลายอาการ ซึ่งอาการประจำเดือนผิดปกติในทรรศนะแพทย์แผนจีนแบ่งได้ดังนี้
 

  1.ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา
    1.1 ประจำเดือนมาก่อนกำหนด
    1.2 ประจำเดือนมาหลังกำหนด
    1.3 ประจำเดือนมาก่อนหรือมาหลังกำหนดไม่แน่นอน

2.ประจำเดือนมาผิดปกติ
    2.1 ประจำเดือนมามาก
    2.2 ประจำเดือนมาน้อย
    2.3 ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติ
    2.4 ประจำเดือนมา 2 ครั้ง/เดือน

3.ภาวะผิดปกติจากประจำเดือน
    3.1 ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก
    3.2 ภาวะขาดประจำเดือน
    3.3 ภาวะปวดประจำเดือน

คลิกที่หัวข้อเพื่อไปยังหัวข้อนั้น ๆ
 



  1.ประจำเดือนมาไม่ตรงเวลา   

  1.1 ประจำเดือนมาก่อนกำหนด

    ประจำเดือนมาก่อนกำหนด 7 - 10 วัน ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน โดยมีสาเหตุดังนี้

        1.ชี่พร่อง
          1.1 ชี่ของม้ามพร่อง => ประจำเดือนมาก่อนกำหนด ปริมาณมาก ประจำเดือนสีซีด เหนื่อยเพลีย  แขนขาอ่อนแรง ลมหายใจสั้นหอบ ไม่อยากพูด มดลูกหย่อน ทานอาหารได้น้อย ถ่ายอุจจาระเหนียว ลิ้นแดงซีด ฝ้าขาว ชีพจรเนิบช้าอ่อนแอ
          1.2 ชี่ของไตพร่อง => ประจำเดือนมาก่อนกำหนด ปริมาณน้อย ประจำเดือนสีซีดคล้ำ เมื่อยเอวขาไม่มีแรง มึนศีรษะ หูอื้อ ปัสสาวะถี่ สีหน้าดำคล้ำ หรือมีจุดด่างดำบนใบหน้า ลิ้นซีดคล้ำ ฝ้าขาว ชีพจรจมเล็ก

        2.เลือดมีความร้อน

          2.1 อินพร่องทำให้เลือดร้อน
=> ประจำเดือนมาก่อนกำหนด ปริมาณน้อย ประจำเดือนสีแดง ริมฝีปากและโหนกแก้มแดง มือเท้าร้อน คอแห้งกระหายน้ำ ลิ้นแดง ฝ้าน้อย ชีพจรเล็กเร็ว
          2.2 หยางแกร่งทำให้เลือดร้อน ประจำเดือนมาก่อนกำหนด ปริมาณมาก ประจำเดือนสีม่วงแดง เจ็บแน่นหน้าอก ชอบดื่นกินของเย็น ถ่ายอุจจาระแห้งแข็ง ปัสสาวะสั้นสีแดง หน้าแดง ลิ้นแดง ฝ้าเหลือง ชีพจรลื่นเร็ว
          2.3 ตับถูกอุดกั้นแปรเปลี่ยนเป็นความร้อน => ประจำเดือนมาก่อนกำหนด ปริมาณมากหรือน้อย ประจำเดือนสีม่วงแดงหนาเป็นก้อน ก่อนประจำเดือนจะมามีอาการคัดหน้าอก ปวดแน่นหน้าอก ชายโครงสีข้าง และท้องน้อย หงุดหงิดโมโหง่าย ปากขมคอแห้ง ลิ้นแดง ฝ้าเหลือง ชีพจรตึงเร็ว
 

  1.2 ประจำเดือนมาหลังกำหนด

    ประจำเดือนมาหลังกำหนด 1 สัปดาห์ ติดต่อกันเป็นเวลา 2 เดือน โดยมีสาเหตุดังนี้

        1.ไตพร่อง
          ประจำเดือนมาหลังกำหนด ปริมาณน้อย สีซีดคล้ำ เมื่อยเอวขาไม่มีแรง มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง ตกขาวบางใส สีหน้าหมองคล้ำหรือมีจุดด่างดำบนใบหน้า ลิ้นซีดคล้ำ ฝ้าขาวบาง ชีพจรจมเล็ก

        2.เลือดพร่อง
ประจำเดือนมาหลังกำหนด ปริมาณน้อย สีซีด ปวดท้องน้อยแบบกลวงๆ มึนศีรษะ ตาลาย ใจสั่น นอนไม่หลับ ผิวหนังไม่ชุ่มชื้น สีหน้าซีดขาวหรือซีดเหลือง ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรเล็กไม่มีแรง

        3.เลือดเย็น
          3.1 เย็นพร่อง

ประจำเดือนมาหลังกำหนด ปริมาณน้อย สีซีด ปวดท้องน้อยแบบรำคาญ ชอบร้อนชอบให้กด เมื่อยเอวไม่มีแรง ปัสสาวะเยอะ-ใส สีหน้าขาว ลิ้นซีดฝ้าบาง ชีพจรจมช้าไม่มีแรง
          3.2 เย็นแกร่ง
ประจำเดือนมาหลังกำหนด ปริมาณน้อย สีม่วงคล้ำมีก้อน ปวดท้องน้อยแบบเย็นๆไม่ชอบให้กดท้อง ถ้าได้รับความร้อนอาการปวดจะบรรเทาลง กลัวหนาว มือเท้าเย็น ลิ้นคล้ำฝ้าขาว ชีพจรจมแน่น หรือ จมช้า

        4.การไหลเวียนของชี่ไม่สะดวก
ประจำเดือนมาหลังกำหนด ปริมาณน้อย สีแดงคล้ำหรือมีก้อนเลือด ท้องน้อยปวดแน่น จิตใจหดหู่ แน่นหน้าอกอึดอัด ฝ้าลิ้นปกติ ชีพจรตึง

        5.เสมหะความชื้น
ประจำเดือนมาหลังกำหนด ปริมาณน้อย สีซีด มึนศีรษะตัวบวม ใจสั่น หายใจสั้น แน่นท้องผะอืดผะอม ตกขาวปริมาณมาก ลิ้นซีดอ้วน ฝ้าขาวเหนียว ชีพจรลื่น
 

  1.3 ประจำเดือนมาก่อนหรือมาหลังกำหนดไม่แน่นอน

    ประจำเดือนมาก่อน 7-10 วัน หรือ ประจำเดือนมาหลัง 7-14 วัน ติดต่อกัน 3 เดือน โดยมีสาเหตุดังนี้

        1.ไตพร่อง
ประจำเดือนมาก่อนหรือมาหลังกำหนดไม่แน่นอน ปริมาณน้อย สีซีด มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง เมื่อยเอวขาไม่มีแรง ปัสสาวะบ่อย ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรจมเล็ก

        2.ม้ามพร่อง
ประจำเดือนมาก่อนหรือมาหลังกำหนดไม่แน่นอน ปริมาณมาก สีซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง อึดอัดแน่นท้อง เบื่ออาหาร รับประทานอาหารได้น้อย ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรเนิบช้า

        3.ตับถูกอุดกั้น
ประจำเดือนมาก่อนหรือมาหลังกำหนดไม่แน่นอน ปริมาณมาก/น้อย สีแดงคล้ำ มีก้อนเลือด หรือ ประจำเดือนไหลออกไม่คล่อง หน้าอก ชายโครง เต้านม และท้องน้อยปวดแน่น จิตใจหดหู่ ชอบถอนหายใจ เรอ รับประทานอาหารได้น้อย ลิ้นปกติ ฝ้าบาง ชีพจรตึง
 

  2.ประจำเดือนมาผิดปกติ   

  2.1 ประจำเดือนมามาก

    รอบเดือนปกติ ระยะเวลาที่มีประจำเดือนปกติ แต่ปริมาณของประจำเดือนออกมามากกว่าปกติ โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.ชี่พร่อง

ประจำเดือนมามาก สีแดงซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง หายใจสั้นหอบ ไม่อยากพูด มดลูกหย่อน สีหน้าขาว ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรเนิบช้าอ่อนแอ

    2.เลือดร้อน

ประจำเดือนมามาก สีแดงสดหรือสีแดงเข้ม กระหายน้ำ ชอบรับประทานของเย็น หงุดหงิด ฝันเยอะ ปัสสาวะเหลือง อุจจาระแข็ง ลิ้นแดง ฝ้าเหลือง ชีพจรลื่นเร็ว

    3.ประจำเดือนมามาก
สีม่วงคล้ำ มีก้อนเลือด จะปวดท้องช่วงประจำเดือนไหลออก หรือปวดแน่นท้องเป็นบางเวลา ลิ้นม่วงคล้ำ หรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรฝืดมีแรง
 

  2.2 ประจำเดือนมาน้อย

    รอบเดือนปกติ ปริมาณน้อย ไม่ถึง 2 วัน หรือออกเป็นหยด ๆ โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.ไตพร่อง

ประจำเดือนมาน้อย ไม่กี่วันก็หมด หรือออกเป็นหยดๆ สีซีดคล้ำ ปวดเมื่อยเอวขาไม่มีแรง มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง ปัสสาวะบ่อย ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรจมเล็ก

    2.เลือดพร่อง

ประจำเดือนมาน้อย ไม่กี่วันก็หมด หรือออกเป็นหยดๆ
สีแดงซีด มึนศีรษะตาลาย ใจสั่นนอนไม่หลับ ผิวหนังไม่ชุ่มชื้น สีหน้าซีดเหลือง ลิ้นซีดฝ้าบาง ชีพจรเล็กไม่มีแรง

    3.เลือดเย็น

ประจำเดือนมาน้อย สีแดงคล้ำ ปวดเย็นท้องน้อย ได้รับความร้อนอาการปวดจะลดลง กลัวหนาวมือเท้าเย็น สีหน้าเขียวขาว ลิ้นคล้ำฝ้าขาว ชีพจรจมแน่น

    4.เลือดคั่ง

ประจำเดือนฝืดน้อย สีม่วงดำมีก้อนเลือด ปวดท้องน้อยแบบเข็มแทง ไม่ชอบให้กด ถ้าก้อนเลือดไหลออกอาการปวดจะทุเลาลง ลิ้นม่วงคล้ำ หรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรฝืดมีแรง
 

  2.3 ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติ

    รอบเดือนปกติ แต่ระยะเวลาในการมาของประจำเดือนมากกว่า 7 วัน จนถึง 2 อาทิตย์ โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.ชี่พร่อง

ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติ ปริมาณมาก สีแดงซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง หายใจสั้นหอบ ไม่อยากพูด สีหน้าขาว ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรเนิบช้าอ่อนแอ

    2.ร้อนพร่อง

ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติ ปริมาณน้อย สีแดงสด คอแห้งปากแห้ง มีไข้โหนกแก้มแดง ฝ่ามือฝ่าเท้าร้อน อุจจาระแห้งแข็ง ลิ้นแดง ฝ้าน้อย ชีพจรเล็กเร็ว

    3.เลือดคั่ง

ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติ ปริมาณมาก/น้อย สีม่วงคล้ำมีก้อน ปวดท้องน้อยตอนประจำเดือนไหลไม่ชอบให้กด ลิ้นม่วงคล้ำ หรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรฝืดมีแรง
 
 
  2.4 ประจำเดือนมา 2 ครั้ง/เดือน

    รอบเดือนขั้นพื้นฐานปกติ แต่ประจำเดือนระหว่างเดือนจะมา 2 ครั้ง โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.อินของไตพร่อง

ประจำเดือนมา 2 ครั้ง/เดือน ปริมาณน้อย สีแดงสด มึนศรีษะ หูอื้อหูมีเสียง เมื่อยเอวขาไม่มีแรง ฝ่ามือฝ่าเท้าร้อน นอนหลับกระสับกระส่าย ลิ้นแดง ฝ้าน้อย ชีพจรเล็กเร็ว

    2.ชี่ม้ามพร่อง

ประจำเดือนมา 2 ครั้ง/เดือน ปริมาณน้อย สีซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง หายใจสั้นหอบ ไม่อยากพูด รับประทานอาหารได้น้อย แน่นท้อง ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรเนิบช้าอ่อนแอ

    3.ร้อนชื้น

ประจำเดือนมา 2 ครั้ง/เดือน สีแดงเข้ม ปริมาณของตกขาวมักจะเยอะ สีเหลือง ปวดท้องน้อย หงุดหงิดกระหายน้ำ ปากขมคอแห้ง ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรลื่นเร็ว

    4.เลือดคั่ง

ประจำเดือนมา 2 ครั้ง/เดือน สีม่วงคล้ำ มีก้อนเลือด ปวดท้องน้อยไม่ชอบให้กด อารมณ์ซึมเศร้าหดหู่ ลิ้นม่วงคล้ำหรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรฝืดมีแรง
 

  3.ภาวะผิดปกติจากประจำเดือน   

  3.1 ภาวะเลือดออกผิดปกติจากโพรงมดลูก

    มีเลือดประจำเดือนออกมาในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน หรือ ช่องคลอดมีเลือดออกในปริมาณมาก หรือ มีเลือดหยดอย่างต่อเนื่อง โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.ไตพร่อง
      1.1 อินของไตพร่อง

มีเลือดประจำเดือนออกมาในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน ปริมาณมาก/น้อย หยดออกมาอย่างต่อเนื่อง สีแดงสด มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง เมื่อยเอวเข่าอ่อน ฝ่ามือฝ่าเท้าร้อน โหนกแก้มแดงริมฝีปากแดง ลิ้นแดง ฝ้าน้อย ชีพจรเล็กเร็ว

      1.2 หยางของไตพร่อง

มีเลือดประจำเดือนออกมาในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน ปริมาณมาก หยดอย่างต่อเนื่องไม่มีที่สิ้นสุด สีซีด ปวดหลังเหมือนหลังจะหัก กลัวหนาวมือเท้าเย็น ปัสสาวะใสปริมาณมาก อุจจาระเหนียวขนาดเล็ก สีหน้าหมองคล้ำ ลิ้นซีดคล้ำ ฝ้าขาวบาง ชีพจรจมอ่อนแอ

    2.ม้ามพร่อง

มีเลือดประจำเดือนออกมาในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน ปริมาณมาก หรือหยดอย่างต่อเนื่อง สีซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง หายใจสั้นหอบไม่อยากพูด ไม่อยากรับประทานอาหาร มือเท้าเย็น หรือมีอาการหน้าบวมแขนขาบวม สีหน้าซีดเหลือง ลิ้นซีดอ้วน ฝ้าขาวบาง ชีพจรเนิบช้าอ่อนแอ

    3.เลือดร้อน

มีเลือดประจำเดือนออกมาในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน ปริมาณมาก หรือหยดอย่างต่อเนื่อง สีแดงเข้ม หงุดหงิด นอนไม่ค่อยหลับ ชอบดื่มหรือรับประทานของเย็น มึนศีรษะหน้าแดง ลิ้นแดงฝ้าเหลือง ชีพจรลื่นเร็ว

    4.เลือดคั่ง

มีเลือดประจำเดือนออกมาในช่วงเวลาที่ไม่ใช่ช่วงที่มีประจำเดือน ปริมาณมาก/น้อย หยดอย่างต่อเนื่อง สีม่วงคล้ำมีก้อน ปวดท้องน้อยไม่ชอบให้กด ลิ้นม่วงคล้ำหรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรฝืดหรือตึงฝืดมีแรง
 

  3.2 ภาวะขาดประจำเดือน

    สตรีที่อายุเกิน 16 ปีแล้วประจำเดือนยังไม่มา หรือ คนที่ประจำเดือนมาแล้วแต่หยุดมาประมาณ 6 เดือนขึ้นไป โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.ไตพร่อง
      1.1 ชี่ของไตพร่อง

ประจำเดือนมาช้าหรือขาดประจำเดือน มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง เมื่อยเอวขาไม่มีแรง ปีสสาวะบ่อย ไม่มีอารมณ์ทางเพศ ลิ้นแดงซีด ฝ้าขาวบาง ชีพจรจมเล็ก

      1.2 อินของไตพร่อง

ประจำเดือนมาช้าหรือขาดประจำเดือน มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง เมื่อยเอวเข่าอ่อน ปวดส้นเท้า ฝ่ามือฝ่าเท้าร้อน มีไข้ เหงื่อออกตอนกลางคืน หงุดหงิด นอนไม่ค่อยหลับ โหนกแก้มแดง ริมฝีปากแดง ลิ้นแดง ฝ้าน้อยหรือไม่มีฝ้า ชีพจรเล็กเร็ว

      1.3 หยางของไตพร่อง

ประจำเดือนมาช้าหรือขาดประจำเดือน มึนศีรษะ หูอื้อหูมีเสียง ปวดเอวเหมือนกระดูกจะหัก กลัวหนาวมือเท้าเย็น ปัสสาวะใสปริมาณมาก ปัสสาวะตอนกลางคืนมาก อุจจาระเหนียวขนาดเล็ก สีหน้าหมองคล้ำ ขอบตาดำคล้ำ ลิ้นซีด ฝ้าขาว ชีพจรจมอ่อนแอ

    2.ม้ามพร่อง

ประจำเดือนขาดไปหลายเดือน อ่อนเพลียไม่มีแรง ไม่มีความอยากอาหาร ปวดท้องแน่นท้อง อุจจาระเหนียวขนาดเล็ก สีหน้าซีดเหลือง ลิ้นซีดบวมมีรอยฟัน ฝ้าขาวเหนียว ชีพจรเนิบช้าอ่อนแอ

    3.เลือดพร่อง

ประจำเดือนขาดไปหลายเดือน มึนศีรษะตาลาย ใจสั่นระรัวหวิวๆเหมือนใจหาย นอนไม่ค่อยหลับฝันเยอะ ผิวหนังไม่ชุ่มชื้น สีหน้าซีดเหลือง ลิ้นซีด ฝ้าน้อย ชีพจรเล็ก

    4.การไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัดอุดกั้นคั่งค้าง

ประจำเดือนขาดไปหลายเดือน ปวดแน่นท้องน้อยไม่ชอบให้กด จิตใจหดหู่ โกธรง่ายหงุดหงิดง่าย แน่นหน้าอกชายโครง ชอบเรอชอบถอนหายใจ ลิ้นม่วงคล้ำหรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรจมตึงหรือฝืดมีแรง

    5.ความเย็นอุดกั้นทำให้เลือดคั่ง

ประจำเดือนขาดไปหลายเดือน ปวดท้องน้อยแบบเย็นๆไม่ชอบให้กด ได้รับความร้อนจะรู้สึกอาการปวดบรรเทาลง มือเท้าเย็น สีหน้าเขียวขาว ลิ้นม่วงคล้ำ ฝ้าขาว ชีพจรจมแน่น

    6.เสมหะความชื้นอุดกั้นภายใน

ประจำเดือนขาดไปหลายเดือน ตกขาวปริมาณมาก สีขาว ตัวบวม หรือ หน้าบวม แขนขาบวม อ่อนเพลียไม่มีแรง มึนศีรษะตาลาย ใจสั่นหายใจสั้นหอบ แน่นท้องแน่นหน้าอก ลิ้นซีดบวม ฝ้าขาวเหนียว ชีพจรลื่น
 

  3.3 ภาวะปวดประจำเดือน

    ช่วงก่อนมีประจำเดือน หลังมีประจำเดือน หรือระหว่างมีประจำเดือนมีอาการปวดท้องน้อย หรือมีอาการปวดช่วงบั้นเอว(กระเบนเหน็บ) หรือเป็นลมหมดสติกับอาการปวดประจำเดือน โดยมีสาเหตุดังนี้

    1.การสูญเสียชี่ของไต
ช่วงมีประจำเดือนหรือหลังมีประจำเดือน ปวดท้องน้อย ชอบให้กด ปวดเมื่อยบั้นเอว(กระเบนเหน็บ) ประจำเดือนมาน้อย สีซีด มึนศีรษะหูอื้อหูมีเสียง สีหน้าหมองคล้ำ ปัสสาวะใสปริมาณมาก ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรจมเล็ก

    2.ชี่และเลือดพร่อง
ช่วงมีประจำเดือนหรือหลังมีประจำเดือน ปวดท้องน้อย ชอบให้กด ประจำเดือนมาน้อย สีซีด อ่อนเพลียไม่มีแรง มึนศีรษะ ใจสั่น นอนไม่หลับ ฝันมาก สีหน้าซีดขาว ลิ้นซีด ฝ้าบาง ชีพจรเล็กอ่อนแอ

    3.การไหลเวียนของชี่และเลือดติดขัดอุดกั้นคั่งค้าง
ช่วงมีประจำเดือนหรือหลังมีประจำเดือน ปวดแน่นท้องน้อย ไม่ชอบให้กด ประจำเดือนมาน้อย ประจำเดือนไหลไม่คล่อง สีม่วงคล้ำมีก้อน ถ้าก้อนเลือดหลุดออกมาอาการปวดจะทุเลาลง ปวดแน่นหน้าอก ชายโครงและเต้านม ลิ้นม่วงคล้ำหรือมีจุดลิ่มเลือด ชีพจรตึงฝืด

    4. ความเย็นอุดกั้นทำให้เลือดคั่ง
ช่วงมีประจำเดือนหรือหลังมีประจำเดือน ปวดท้องน้อยแบบเย็นๆ ไม่ชอบให้กด ได้รับความร้อนจะทำให้อาการปวดบรรเทาลง ประจำเดือนมาน้อย สีคล้ำ มีก้อน กลัวหนาวมือเท้าเย็น สีหน้าเขียวขาว ลิ้นคล้ำฝ้าขาว ชีพจรจมแน่น

    5.ความชื้นความร้อนอุดกั้น
ช่วงมีประจำเดือนหรือหลังมีประจำเดือน ปวดท้องน้อยแบบแสบร้อน ไม่ชอบให้กด ปวดบั้นเอว(กระเบนเหน็บ) หรือปวดท้องน้อยเป้นบางเวลา แม้ก่อนช่วงมีประจำเดือนก็จะมีอาการปวด ปริมาณของประจำเดือนมากหรือประจำเดือนมาเป็นเวลานาน สีม่วงแดง มีก้อนเลือด ตกขาวปริมาณมาก สีเหลืองมีกลิ่นเหม็น หรือรู้สึกร้อนบริเวณช่วงล่าง ปัสสาวะสีเหลืองปนแดง ลิ้นแดง ฝ้าเหลืองเหนียว ชีพจรลื่นเร็วหรือนุ่มเร็ว 
 

  การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน

Siam TCM Clinic ทำการบำบัดรักษา ตามแต่ละกลุ่มอาการดังนี้


    1.ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูล ที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ตามแต่ละกลุ่มอาการ เช่น
       - ประจำเดือนมาน้อยที่มีสาเหตุมาจากเลือดพร่อง การรักษาจะใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงเลือด บำรุงตับไต
       - ประจำเดือนมาน้อยที่มีสาเหตุมาจากไตพร่อง การรักษาจะใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงไต บำรุงพลังชี่ของไต
       - ประจำเดือนมามากที่มีสาเหตุมาจากชี่พร่อง การรักษาจะใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงชี่ บำรุงพลัง
       - ประจำเดือนมามากที่มีสาเหตุมาจากเลือดมีความร้อน การรักษาจะใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงเลือด ลดความร้อนในกระแสเลือด
       - ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติมากกว่า 7 วัน - 2 อาทิตย์ที่มีสาเหตุมาจากชี่พร่อง การรักษาจะใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์บำรุงไต บำรุงพลังชี่ของไต
       - ประจำเดือนมาเป็นเวลานานกว่าปกติมากกว่า 7 วัน - 2 อาทิตย์ที่มีสาเหตุมาจากเลือดคั่ง การรักษาจะใช้ยาสมุนไพรที่มีฤทธิ์เพิ่มการหมุนเวียนของเลือด

    2 ทำการฝังเข็มตามแต่ละกลุ่มอาการของโรค เช่น จุดซานอินเจียว จุดเหอกู่ จุดไท่ชง จุดจู๋ซานหลี่ และฝังเข็มตามเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้องกับอาการประจำเดือนผิดปกติตามแต่ละสาเหตุของโรค 
 





  สมุนไพรบรรเทาอาการปวดประจำเดือน

    1.ตังกุย ในตำราแพทย์แผนจีน ตังกุยมีสรรพคุณในเรื่องของการบำรุงเลือด มีวิตามินบี 12 และกรดโฟลิกในปริมาณมาก ช่วยลดความตึงเครียดระหว่างมีประจำเดือน ช่วยปรับสมดุลฮอร์โมน และช่วยให้ประจำเดือนมาเป็นปกติอีกด้วย วิธีการทานใช้ตังกุย 4 - 5 แผ่นต้มเป็นน้ำแกงทาน

    2.ใบตำลึง ในใบตำลึงมีแมกนีเซียม และธาตุเหล็กเป็นจำนวนมาก ซึ่งธาตุทั้งสองชนิดนี้ช่วย บำรุงเลือด และลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อ ทำให้อาการปวดประจำเดือนลดลง วิธีการทาน ใช้ตำลึง 1 กำมือ ต้มเป็นน้ำแกงจืด หรือต้มเป็นชาดื่ม

    3.ขิง ขิงเป็นพืชหัวที่มีฤทธิ์ร้อนช่วยในการขับลม ปรับสมดุลธาตุ ให้ความอบอุ่น ทำให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น จึงช่วยบรรเทาอาการปวดประจำเดือน แต่ขิงมีฤทธิ์ร้อนจึงไม่เหมาะกับคนที่มีความร้อน (ร้อนใน) สูง วิธีการทาน ใช้ขิง 4 - 5 แผ่นต้มน้ำร้อนดื่มเป็นชา
 
 

  คำแนะนำของแพทย์แผนจีน

    1.ดื่มน้ำอุ่น 3 ลิตรต่อวัน โดยใช้การจิบเรื่อย ๆ ทั้งวัน
    2.นอนพักผ่อนให้เพียงพอ
    3.ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ และควรทานอาหารให้หมาะกับสาเหตุของอาการ เช่น หากเกิดจากเลือดพร่องก็ให้ทานอาหารกลุ่มบำรุงเลือด เป็นต้น
    4.งดทานอาหารที่มีฤทธิ์เย็น เช่น น้ำเย็น ไอครีม
    5.ในรายที่มีอาการปวดท้องประจำเดือนมากแนะนำให้ใช้กระเป๋าน้ำร้อนประคบเพื่อบรรเทาออาการปวด
    6.งดดื่มเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน เช่น ชา กาแฟ โคล่า เพราะคาเฟอีนมีฤทธิ์ในการขับปัสสาวะอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องมากขึ้น
    7.งดดื่มเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของแอลกอฮอล์
    8.ควรดื่มน้ำขิงอุ่น
 

      อาการผิดปกติของประจำเดือนถือเป็นเรื่องใกล้ตัว ไม่ควรมองข้าม ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องปกติ ซึ่งอาการผิดปกติของประจำเดือนหากปล่อยไว้อาจเกิดภาวะผิดปกติของระบบเลือด อันส่งผลให้เลือดเสียปะปนในร่างกาย ทำให้ซีด เหลือง ผิวแห้งเหี่ยว ขี้หนาว มือเท้าเย็น มวลกระดูกลดลง ท้องผูก ผมร่วง หมอนรองกระดูกเอวเคลื่อน มีลูกยาก แท้งง่าย นอกจากนี้ปัญหาอาจจะก่อให้มดลูก และรังไข่มีสิ่งผิดปกติที่น่ากลัวกว่านั้น เช่น มดลูกโต ผังผืดในมดลูก ประจำเดือนไหลไม่หยุด ช็อกโกแลตซีสต์ เนื้องอก เป็นต้น ดังนั้นอาการผิดปกติของประจำเดือนควรรีบทำการบรรเทาก่อนที่จะกลายเป็นปัญหาที่ใหญ่กว่าและยากจะแก้ใข หรือลุกลามไปอวัยวะอื่น ๆ


      หมายเหตุ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ความรุนแรงของโรค ระยะเวลาในการเป็น และปัจจัยอื่น ๆ  
 



Current Pageid = 390