ไขมันพอกตับ
Website Banner
     
 
 
 
    บทความสุขภาพ
 
     
   
 
เพิ่มความสูง
 
   
 
ออฟฟิศซินโดรม
 
   
 
ปวดศีรษะ,ไมเกรน
 
   
 
   
บทความความอ้วน
 
   
 
   
ลดริ้วรอย ผิวหมองคล้ำ
 
   
 
นอนไม่หลับ
 
   
 
กรดไหลย้อน

   
 
ปวดเอว
 
   
 
อัมพาตใบหน้าครึ่งซีก
 
   
 
    
 โรคปวดกระเพาะอาหาร


 
 
 
    
 อาการอาเจียน
 
 

 
    
บทความฝ้า
 
 

 
    
สิวเรื่องหนักใจบนใบหน้า
 
 
 
 
   
โรคภูมิแพ้ โรคของคนติดสะดวกสบาย
 
   
 
   
บทความหูอื้อ
 
   
 
   
บทความอาการไอ
 
   
 
   
หมอนรองกระดูกทับเส้น ฯ
 
   
 
   
โรคซึมเศร้า
 
   
 
   
โรคท้องผูก
 
   
 
   
อาการปวดประจำเดือน
 
   
 
   
อัมพฤกษ์ อัมพาต
 
   
 
   
ไขมันพอกตับ
 
   
 
   
โรคพาร์กินสัน
 
   
 
   
โรคสะเก็ดเงิน
 
   
 
   
ช็อกโกแลตซีสต์
 
   
 
   
โรคตับแข็ง
 
   
 
   
โรคเกาต์
 
   
 
   
ผมร่วง
 
   
 
   
โรคหอบ โรคหืด
 
   
 
   
เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ
 
   
 
   
โรคงูสวัด
 
   
 
   
อาการตาแห้ง
 
   
 
   
โรคลมชัก
 
   
 
   
อาการอ่อนเพลีย
 
   
 
   
โรครูมาตอยด์
 
   
 
   
อาการเวียนศีรษะ
 
   
 
   
อาการไหล่ติด,ปวดไหล่
 
   
 
   
อาการใจสั่น
 
   
 
   
กล้ามเนื้ออ่อนแรง
 
   
 
   
อาการต้อกระจก
 
   
 
   
อาการไอร้อยวัน
 
   
 
   
โรคทางต่อมไทรอยด์
 
   
 
   
เนื้องอกในมดลูก
 
   
 
   
อาการสะอึก
 
   
 
   
ความดันโลหิตต่ำ
 
   
 
   
ภาวะมีบุตรยาก
 
 
 
 
   
ถุงน้ำในรังไข่หลายใบ
 
   
 
  อาการเจ็บคอ
 
   
 
  เสื่อมสมรรถภาพในผู้ชาย
 
   
 
  อาการวัยทอง
 
   
 
  อาการท้องเสีย
 
   
 
  อาการนิ้วล็อก
 
   
 
  อาการไส้เลื่อน
 
   
 
  อาการริดสีดวงทวาร
 
   
     

 

 
 
    บทความอื่น ๆ
 
 

 
ฝังเข็มวิธีการระดับโลกที่กรมอนามัยโลกรับรอง
 
   
 

 
การแพทย์จีนความเชื่อมั่นที่ยาวนานกว่า 5000ปี 
 
   
 
เก๋ากี๋ยาอายุวัฒนะ 3000ปี

   
 
ล้างพิษตับของดีที่คนโจมตี
 
   
 

อาการปัสสาวะติดขัด
 
   
   
     
   :: สถิติผู้เข้าชมเว็บไซต์ ::  
 
 
   
 
 
 
 

โรคไขมันพอกตับ
fatty liver disease : 脂肪肝







      ตับ จัดเป็นอวัยวะภายในของร่างกายอยู่บริเวณท้องซีกขวาบนใต้กระบังลม มีลักษณะนุ่ม ผิวสีชมพูอมน้ำตาล ทำหน้าที่ในการเก็บสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย และทำการขับสารพิษเหล่านั้นออกจากร่างกาย ช่วยในการสังเคราะห์โปรตีน และสร้างสารต่าง ๆ ในการช่วยย่อยอาหาร ตับจึงเป็นอวัยวะที่สำคัญอย่างมาก ดังนั้นการดูแลตับจึงเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่ง
 

  ตับในทรรศนะแพทย์แผนจีน

    1. ควบคุมการไหลเวียนของลมปราณในร่างกาย เมื่อลมปราณไหลเวียนได้ดีจะทำให้การไหลเวียนของสารน้ำ และเลือดดีตามไปด้วย นอกจากนี้หากเลือดลมไหลเวียนดีจะมีผลให้จิตใจแจ่มใสสดชื่น
    2. ทำหน้าที่เก็บรักษาและควบคุมปริมาณเลือดไปยังจุดต่าง ๆ ของร่างกาย โดยเมื่อร่างกายพักผ่อนเลือดจะไหลกลับมาสะสมในตับ เพื่อสะสมเตรียมไว้ใช้ในยามเคลื่อนไหว หรือยามร่างกายต้องใช้เลือดในกิจกรรมต่าง ๆ 
    3. ตับกำหนดเส้นเอ็นและเล็บ เพราะต้องอาศัยเลือดมาหล่อเลี้ยง หากตับผิดปกติ หรือเลือดไม่เพียงพอจะทำให้เส้นเอ็นเกิดการยึดตึง เล็บแห้งเปราะบาง
    4. ตาเป็นประตูของตับ เพราะเส้นลมปราณของตับเชื่อมต่อกับเนื้อเยื่อสำคัญบริเวณตากับสมอง หากตับผิดปกติมีผลให้ตาแห้ง ตาไม่สู้แสง ไม่สู้ลม ในบางกรณีตาจะบวมและปวดตา
    5. ตับสัมพันธ์กับถุงน้ำดี หากตับผิดปกติจะมีการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย และอารมณ์ เช่น โกรธง่าย ปวดแน่นสีข้าง เป็นตะคริว จุกลิ้นปี่เพราะพลังตับถูกขัดขวาง
 

      ไขมันพอกตับ หรือ ไขมันเกาะตับ นับว่ามีคนที่เป็นอาการนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ และพบว่ามีแนวโน้มที่มีผู้ป่วยอาการไขมันพอกตับอายุน้อยลงเรื่อย ๆ จากเดิมที่เป็นในคนวัยกลางคนหรือคนสูงอายุ เพราะมนุษย์ในยุคโลกาภิวัติต่างก็ใช้ชีวิตผิดจากธรรมชาติดั้งเดิม เช่น คนในยุคก่อนเมื่อพระอาทิตย์ตกดินไม่มีแสงสว่างก็เข้าบ้านนอน แต่คนในยุคนี้มืดแล้วก็ยังไม่นอนดีไม่ดีบางคนอาจนอนเช้าของอีกวันเลยก็ได้ รวมถึงความเครียดและความกดดันในการใช้ชีวิต เช่น ภาวะเครียดการเรียน การสอบ ภาวะเครียดจากการทำงาน การประชุม หรือ แม้กระทั่งการเดินทางบนท้องถนน ฝนตก รถติด โดนขับรถปาดหน้า ซึ่งปัจจัยเรื่องการพักผ่อนไม่เพียงพอ และความเครียด ภาวะเหล่านี้จะสร้างสารพิษขึ้นมา ซึ่งสารพิษเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บในตับซึ่งหากไม่สามารถระบายพิษในตับออกได้สารพิษเหล่านี้จะกลายเป็นปัญหาของตับต่อไป
    นอกจากเรื่องการพักผ่อน และความเครียดแล้วเรื่องของอาหารการกินก็เป็นปัจจัยหนึ่งในการทำให้เกิดไขมันพอกตับ จากที่กล่าวไว้ตอนต้นว่าตับมีหน้าที่ในการเก็บสารพิษต่าง ๆ ในร่างกาย เนื่องด้วยอาหารในปัจจุบันเต็มไปด้วยสารปนเปื้อน เช่น ผักผลไม้ที่มียาฆ่าแมลงเจือปนอยู่ เนื้อสัตว์ที่เต็มไปด้วยสารเร่งการเจริญเติบโต โดยเฉพาะอาหารสำเร็จรูปต่าง ๆ ขนมขบเคี้ยวต่าง ๆ เต็มไปด้วยสารปรุงแต่งรสชาติ และเต็มไปด้วยไขมันชนิดต่าง ๆ ยังมีอาหารจำพวกนมเทียมต่าง ๆ เช่น ครีมเทียม นมข้นหวาน ซึ่งหากดูส่วนผสมดี ๆ จะประกอบด้วยน้ำมัน และสารปรุงแต่งให้มีกลิ่นคล้ายนม ซึ่งสารต่าง ๆ เหล่านี้เมื่อทานเข้าไปจะไปรวมไว้ที่ตับ
    จากปัจจัยเหล่านี้จึงไม่แปลกใจว่าทำไมคนในยุคนี้จึงมีภาวะไขมันพอกตับ และเป็นโรคตับมากขึ้นเรื่อย ๆ แม้ว่าตับจะมีความสามารถฟื้นฟู และขับพิษด้วยตัวเองได้แต่หากได้รับสารพิษในปริมาณมากรวมถึงการพักผ่อนที่ไม่เพียงพอก็จะนำมาซึ่งปัญหาเรื่องตับได้
 

  ไขมันพอกตับคืออะไร

    ไขมันพอกตับ หรือไขมันเกาะตับ คือ การที่ไขมันได้เข้าไปแทรกอยู่ในเซลล์ตับ ส่งผลให้ตับทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ เช่น ทำให้ผลิตอินซูลินได้ไม่เพียงพอ ทำให้ตับขจัดสารพิษในร่างกายได้ไม่เต็มที่ เป็นต้น โดยการเกิดไขมันพอกตับเกิดได้ 2 สาเหตุหลักคือ

    1.โรคไขมันพอกตับที่มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Alcoholic fatty liver disease , AFLD)
    กลไกการเกิดโรค เมื่อผู้ป่วยดื่มสุรา หรือเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ตับจะทำการขับแอลกอฮอล์ออกจากร่างกาย หากดื่มแอลกอฮอล์บ่อยครั้งเป็นเวลานาน ตับจึงต้องทำงานหนักเพื่อขับแอลกอฮอล์ เมื่อตับทำงานหนักเป็นเวลานานย่อมส่งผลให้ตับอักเสบ เป็นผลให้การขับสารพิษในร่างกาย รวมถึงทำให้การย่อย และกำจัดไขมันทำได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการสะสมของไขมันจนเป็นผลให้เกิดไขมันพอกตับได้
ซึ่งความรุนแรงของโรคกรณีนี้จะเกิดจากระยะเวลาการดื่มแอลกอฮอล์ และความเข้มข้นของแอลกอฮอล์ที่ดื่ม

    2.โรคไขมันพอกตับที่มิได้มีสาเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์ (Non-alcoholic fatty liver disease, NAFLD) โดยทั่วไปเกิดจากการที่ร่างกายได้รับอาหารที่มีไขมันมาก หรือได้รับอาหารในปริมาณที่มากเกินไป ร่างกายจะไม่สามารถขจัดอาหาร และไขมันส่วนที่เกินมาได้ ทำให้ร่างกายนำอาหารไปสะสมในอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายรวมถึงไปสะสมในตับ เมื่อตับมีไขมันพอกตับเป็นจำนวนเยอะทำให้การเผาผลาญไขมันเกิดการทำงานผิดปกติ แทนที่ไขมันจะถูกขับออกก็เอามาสะสมที่ตับเพิ่มขึ้นไปอีก จนทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ
     ผู้ป่วยกลุ่มนี้มักเป็นกลุ่มโรคทางเมตาบอลิก คือ โรคอ้วน โรคเบาหวานหรือภาวะดื้ออินซูลิน และไขมันในเลือดสูงร่วมด้วย นอกจากนี้ ภาวะผิดปกติทางโภชนาการเช่น การอดอาหาร ขาดโปรตีน การให้อาหารทางหลอดเลือด การผ่าตัดทำตัดต่อลำไส้ การลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว ปัจจัยทางพันธุกรรม ยาบางชนิด ก็อาจเหนี่ยวนำให้เกิดโรค NAFLD
 



  โรคไขมันพอกตับ แบ่งระยะการดำเนินโรคได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่

    1.ระยะแรก เป็นระยะมีไขมันก่อตัวอยู่ในเนื้อตับ ซึ่งไม่ได้ก่อให้เกิดผลใดๆ กล่าวคือ ไม่มีการอักเสบ หรือพังผืดเกิดขึ้นในตับ

    2.ระยะที่สอง เป็นระยะที่เริ่มมีอาการอักเสบของตับ ในระยะนี้หากไม่ควบคุมดูแลให้ดี และปล่อยให้การอักเสบดำเนินไปเรื่อย ๆ เกินกว่า 6 เดือนกลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง

    3.ระยะที่สาม การอักเสบรุนแรง ก่อให้เกิดพังผืดในตับ เซลล์ตับค่อย ๆ ถูกทำลายลง

    4.ระยะที่สี่ เซลล์ตับถูกทำลายไปมาก ตับไม่อาจทำงานได้ตามปกติอีกต่อไป ตับแข็ง และอาจกลายเป็นมะเร็งตับ 
 

  ปัจจัยเสี่ยงของโรคไขมันพอกตับ

    1.โรคที่เกี่ยวกับ metabolic syndrome เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูงเป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้มีผลให้การย่อยเกลือ น้ำตาล และไขมันลดลง ซึ่งผลที่เกิดขึ้นทำให้ร่างกายเก็บสะสมส่วนที่ย่อยออกไปไม่ได้นานเข้าจะสะสมลงที่ตับทำให้เกิดไขมันพอกตับได้

    2.น้ำหนักตัวเกิน และโรคอ้วน (Overweight and obesity) โดยส่วนมากคนที่มีน้ำหนักมากเกินไปมักจะมีไขมันสะสมในร่างกายเป็นจำนวนมาก ซึ่งหากไม่กำจัดออกนานเข้าไขมันส่วนเกินจะไปสะสมที่ตับจึงเกิดอาการไขมันพอกตับได้

    3.การดื่มสุรามากไป ทำให้ตับทำงานหนักมากเกินไป ในระยะยาวจะทำให้การขจัดไขมันในร่างกายเกิดการรวน ทำให้เกิดไขมันพอกตับได้

    4.เป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น ยาเคมีบำบัดรักษาโรคมะเร็ง ยาปฏิชีวนะบางชนิด ยาในกลุ่มสเตียรอยด์ ยาต้านไวรัสบางชนิด ยาต้านฮอร์โมนบางชนิด หรือยาพาราเซตามอล  ในปริมาณสูงอย่างต่อเนื่อง เพราะยาเหล่านี้มีผลข้างเคียงต่อตับทำให้ตับต้องทำงานหนักในการขจัดสารพิษในระยะยาวจะเกิดไขมันพอกตับได้

    5.ทานอาหารที่ให้พลังงานสูงเป็นประจำ รวมทั้งไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต อาหารเหล่านี้หากร่างกายนำไปใช้ไม่หมด อาหารเหล่านี้จะถูกนำไปเก็บในรูปของไขมันหากสะสมมากเข้าจะทำให้เกิดไขมันพอกตับได้

 

  โรคไขมันพอกตับมีอาการอย่างไร ?

    ผู้ป่วยไขมันพอกตับกว่า 50%ไม่แสดงอาการโดยเฉพาะในกลุ่มที่เป็นไขมันพอกตับระยะแรก แต่ถ้าปล่อยไว้ ภาวะไขมันพอกตับก็จะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยอาจมีอาการต่างๆ ดังนี้-รู้สึกอึดอัดหรือปวดแน่นบริเวณชายโครงด้านขวา- เบื่ออาหาร รู้สึกท้องอืดท้องเฟ้อคล้ายอาหารไม่ย่อย - ท้องผูกหรือท้องเสียเป็นประจำ-อ่อนเพลียง่าย ไม่มีเรี่ยวแรง-ในรายที่รุนแรงอาจมีอาการดีซ่าน (ผิวเหลืองและตาเหลือง) หรือคลื่นไส้อาเจียน-ตรวจพบค่าเอ็นไซม์ตับ SGPT, SGOT สูงขึ้น (แสดงว่าตับมีการอักเสบ)-ระดับโคเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูง
    แต่อย่างไรก็ตาม ระดับความรุนแรงของไขมันพอกตับไม่อาจวัดด้วยระดับความรุนแรงหรือจำนวนมากน้อยของอาการ เนื่องจากบ่อยครั้งไขมันพอกตับจนเป็นตับแข็งแล้วผู้ป่วยก็ยังไม่รู้ สึกมีอาการผิดปกติ
 

  การวินิจฉัยโรคไขมันพอกตับ

    1.การตรวจเลือด
    2.การตรวจอัลตราซาวนด์
    3.การตรวจคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
    4.การเจาะชิ้นเนื้อตับมาตรวจ
    5.การตรวจระดับความแข็งแรงของตับและวัดปริมาณไขมันพอกตับด้วยเครื่องFibroScan
 
 

  ไขมันพอกตับในทัศนะแผนจีน

    ตับเป็นอวัยวะที่แข็งแรง สงบนิ่ง ตับเปรียบเสมือนทหารที่ทำงานไม่หยุดนิ่ง เป็นโรงงานขับพิษขนาดใหญ่ของร่างกาย ทำหน้าที่หลายอย่าง ตามตำราแพทย์แผนจีนตับไม่เพียงแต่ช่วยเผาผลาญ ผลิตน้ำดีและขับพิษ หากแต่ยังทำหน้าควบคุมการระบายพลังชี่ ก่อเกิดหยางชี่ กักเก็บและปันเลือด
    แพทย์แผนจีนได้จัดไขมันพอกตับให้อยู่ในกลุ่มโรคของปวดแน่นชายโครง (肋痛) และระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารโดยเฉพาะไขมันบกพร่อง (物肪)

ซึ่งมีสาเหตุหลักๆเกิดจาก


    1.การรับประทานอาหารหวานๆ มันๆ และดื่มแอลกอฮอล์มากเกินไป จนเกิดความชื้นความร้อนสะสมตัวในตับและถุงน้ำดี  หรือกลายเป็นก้อน

    2.ระบบของกระเพาะอาหารและม้ามมีการย่อย ดูดซึมและลำเลียงผิดปกติ  ทำให้ของเสียความชื้นตกค้าง นานเข้าจะกลายเป็นไฟ (ความร้อนชื้น)

    3.พักผ่อนมากเกินไป ไม่ได้ออกแรง เป็นคนชอบนอน ชอบสบาย ทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่สะดวก เหนื่อยเพลีย อ้วนเกินไป ทำให้การทำงานของม้ามกระเพาะถดถอย เกิดการสั่งสมจนล้นเกิน จนเกิดไขมันพอกตับ

    4.อารมณ์ที่แปรปรวน ความเครียด ความกังวล ความกดดัน หงุดหงิดโมโหง่าย ทำให้ชี่ของตับสับสน ความกังวลทำให้ชี่ของม้ามสับสน ทั้งสองอย่างสะสมนานไปชี่ทั่วร่างกายก็สับสน ทำให้ติดขัด เมื่อชี่ติดขัดนานๆก็สามารถทำให้เกิดเลือดคั่ง เลือดหนืดข้น ชี่ม้ามไม่สามารถลำเลียงได้เกิดเสมหะ ไปพอกที่ตับ

    5.โรคเรื้อรังต่างๆอาจเป็นโรคที่เป็นอยู่เดิม เช่น มีประวัติเป็นโรคเบาหวาน ความดัน โรคหัวใจ โรคอ้วนเป็นต้น ผลข้างเคียงของยาก็ล้วนทำให้เกิดไขมันสะสมในตับได้ 
 

  การจำแนกกลุ่มอาการตามแพทย์แผนจีน

    1.กลุ่มตับและม้ามทำงานบกพร่อง
ตับทำหน้าที่ระบายพลังชี่และม้ามทำหน้าที่ในการดูดซึมอาหารเมื่อ2อวัยวะนี้ทำงานผิดปกติ ส่งผลให้เกิดการคั่งของพลังชี่และของเหลวข้น (เสมหะหรือไขมัน) ในตับ ทำให้การไหลเวียนของพลังชี่และเลือดในตับติดขัดจนตับทำงานผิดปกติ มักจะมีอาการปวดแน่นบริเวณชายโครงและหน้าอก อืดแน่นลิ้นปี่ ถอนหายใจบ่อย กินข้าวไม่ได้ อ่อนเพลีย ลิ้นแดงคล้ำ ฝ้าลิ้นขาว ชีพจรเล็กตึง
 
    2.กลุ่มอาการตับกระเพาะไม่สมดุล ชี่ตับคั่งค้าง
    อาการ : เจ็บแน่นหน้าอกและชายโครง เรอและถอนหายใจบ่อย กินข้าวไม่ได้ อ่อนเพลีย ปากขม ฝ้าลิ้นขาวหรือเหลือง ชีพจรตึง
 
    3.ม้ามพร่องทำให้ความชื้นรุมเร้า
    อาการ : ท้องอืด คลื่นไส้อยากอาเจียน ปวดเมื่อยแขนหนักขา เจ็บชายโครง ผิวหน้า ตาเหลือง ถ่ายเหลว ปากจืดเหนียว ลิ้นเขรอะฝ้าเหลือง ชีพจรลื่น
  


  การบำบัดรักษาทางแพทย์แผนจีน

     1.ทานยาสมุนไพรจีนแคปซูลที่ผ่านกระบวนการผลิตที่ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง ตามแต่ละอาการ เช่น ยาระบายพลังชี่ที่อั้นในตับ ทำให้พลังชี่และเลือดในตับไหลเวียนได้สะดวก ,ยาล้างพิษตับ ขับของเสียในตับ ตับจึงกลับมาทำงานได้ปกติรวมทั้งมีการสังเคราะห์ไขมันในปริมาณที่เหมาะสมด้วยเป็นต้น

    2.ฝังเข็มตามกลุ่มอาการ  เช่นฝังจุดไท่ชง ยินหลินฉวน ซานอินเจียว และอื่นๆตามเส้นลมปราณที่เกี่ยวข้องกับโรคตับ

    3.การนวดกดจุด ตามจุดฝังเข็มเพื่อบรรเทาอาการ
 

  การฟื้นฟูตับและกดจุดด้วยตนเองง่าย ๆ

    1.นวดบริเวณใต้ชายโครงขวาเป็นที่ของตับ เราสามารถใช้ฝ่ามือลูบบริเวณนี้ไปมา10ครั้ง ทุกวัน

    2.กดจุดปรับสมดุลของตับที่จุดไท่ชง อยู่บริเวณง่ามนิ้วโป้งเท้ากับนิ้วชี้เท้าขึ้นมาทางข้อเท้าประมาณ1นิ้ว กดบ่อยๆเป็นประจำจะช่วยฟื้นฟูสมรรถภาพตับ

    3.ใช้กำปั้นทุบด้านในของขาตั้งแต่ตาตุ่มขึ้นถึงเข่า 36ครั้ง และทุบขาด้านนอกจากตาตุ่มนอกจนถึงเข่า 36 ครั้ง สามารถทำกับขาได้ทั้ง 2 ข้าง

    4.นำเก๋ากี๋10กรัม เก๊กฮวย 3-4ดอก ชงเป็นชาดื่มช่วยบำรุงตับและตา
 




  คำแนะนำจากแพทย์แผนจีน

    1.จำกัดการดื่มสุรา การดื่มสุรามากจะทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับ ผู้ชายไม่ควรจะดื่มสุราเกิน 2 หน่วยสุรา ผู้หญิงไม่ควรดื่มเกิน 1 หน่วยสุรา (1 หน่วยสุราคิดเป็นปริมาณแอลกอฮอล์ประมาณ 10 กรัม)
    2.ออกกำลังกายวันละ 30 นาที
    3.ควบคุมน้ำหนักโดยให้มีดัชนีมวลกายอยู่ระหว่าง18-23 โดยดัชนีมวลกายหาได้จาก 
          น้ำหนักตัว หน่วยกิโลกรัม / (ส่วนสูง x ส่วนสูง) หน่วยเมตร
    4.รับประทานอาหารเพื่อสุขภาพเพิ่มผัก ผลไม้ และธัญพืชครบส่วน เลี่ยงของทอด ของมัน
    5.หลีกเลี่ยงยาที่มีผลต่อตับ
    6.พักผ่อนให้เพียงพอ ผ่อนคลายอารมณ์ 
 



      หมายเหตุ ผลการรักษาขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล ความรุนแรงของโรค ระยะเวลาในการเป็น และปัจจัยอื่น ๆ
 
Current Pageid = 401